เป็นเรื่องไม่ง่าย ที่จะจัดฉากประทับใจที่ไปเที่ยวโคราชเที่ยวนี้ ให้รวมร้อยเป็นเรื่องสอดประสานเดียวกันอย่างแนบเนียน

                       เหมือนดาวค่ำคืนที่โคราช ที่กำลังแหงนหน้ามอง ดาวที่พร่างพราย กระจัดกระจายอยู่ เพราะสุดที่ความสามารถทางดาราศาสตร์อันน้อยๆ นิดนิดนิดนิดๆๆๆๆ จนถึงขั้นเรียกได้ว่าไม่มีเลย ของผมสามารถจัดได้ว่ากำลังแหงนหน้า ชะโงกคอยืนมองกลุ่มดาวหมู่ใดที่เรียงรายอยู่

                       พี่ตี๋เป็นคนแรกที่ชวนผมออกไปยืนชะโงกหน้ามองหมู่บนท้องฟ้า ก่อนจะชวนกันออกเดินห่างไกลจากตัวที่พักและโต๊ะอาหารที่สวาปามหมดไปยกแรก เดินออกไปยังศาลาริมน้ำ ซึ่งยามค่ำคืนอาจทำให้ดูไม่ออกหรอกว่า เป็นน้ำหรือพื้นดิน เพราะความมืดของยามค่ำคืน

                       พี่ตี๋ชี้นิ้วพร้อมปากชี้ชวนให้หันมองดาวอีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า ว่าดาวตรงนี้เกลื่อนกลาดมากกว่า (ผมคิดในใจ ใครบอกว่ายิ่งสูงแล้วมองเห็นดวงดาวสวยกว่าผมขอเถียง ผมนี้กำลังเดินลง)

                       พี่ตี๋อารัมภ์บทถึงทริปที่เพิ่งกลับจากขึ้นดอยที่เชียงใหม่ ว่าอุตส่าห์เอาเต้นท์ไปปักถึงยอดดอย แต่ท้องฟ้าไม่สวยเหมือนคืนนี้ ยิ่งอากาศที่นั่นกับตอนนี้เทียบกัน ต้องเอานิ้วห้านิ้วขึ้นมาชูพร้อมส่ายไปมา (ผมคิดในใจ ทำไมไม่ชวนพี่นก<แฟนแก่>มาดูดาวด้วยกันตรงนี้ กับเป็นผม อาจเป็นเรื่องของความปลอดภัยเมื่อเดินออกมาจากที่ห่างไกลผู้คน)

                       ยืนได้สักพัก ผมยังไม่ทันที่จะอารัมภ์บทกับมวลหมู่ดาวบนฟ้า พี่ตี๋ก็ชวนกลับ ก่อนแก่จะทำเรื่องประหลาดใจยิ่งกว่า เมื่อแก่เป็นคนแรกที่เข้าไปนอน หลังจากที่ตอนแรกตั้งใจแค่พักสายตา

 

                       ผมกลับไปที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง เพื่อนั่งซัดกุ้ง กับยำลูกชิ้นที่ยังเหลืออยู่+ด้วยเครื่องดื่มมึนเมา พร้อมคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในโต๊ะที่ยังนั่งคลอเคลีย ท่ามกลางเสียงเพลงคาราโอเกะ ของเหล่าบรรดานักร้องรุ่นเยาว์ที่พวกเรารอให้ลงจากเวที เพื่อจะได้เสียบต่อซักที ขณะที่บางคนเริ่มทยอยไปอาบน้ำอาบท่า เพื่อกลับออกมา

                       ในโต๊ะก็สลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พร้อมกับที่สลับผู้คนที่นั่งตามไปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องที่คุยก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเรื่องที่ขบกัดกันเอง โดยมีพี่หน่อยเป็นตัวชูโรง เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อย โดยเฉพาะเรื่องที่แกเพิ่งกลับจากเกาหลีมา มีรูปเอามาโชว์ให้ดูด้วย

                        มีช่วงหนึ่งเปลี่ยนหัวข้อสนทนา หลังจากพี่กบเดินกลับจากคุยโทรศัพท์ ผมอดปิดปาก ถามไม่ได้ว่าเมื่อกี้คุยกับแฟนหรือ

                        พี่กบตอบปฏิเสธ บอกว่าเพื่อนผู้หญิง

                        ผมถามอยู่ที่ทำงานใหม่ มีใครมาจีบบ้างเปล่า

                        ก็มีแกตอบ

                         ผมถาม ส่วนใหญ่เป็นใคร แล้วจีบอย่างไง 

                        พี่กบตอบ ก็บางทีจากฝ่ายอื่น เดินมาคุยบ้าง หรือไม่ก็ตามมากินข้าวกับเพื่อนๆ ที่ฝ่ายพี่

                        ผมถามคะยั้นคะยอ เหมือนที่ถามครั้งแรกตอนกลางวัน และคุยโทรศัพท์กันก่อนหน้านี้ แต่แก่ไม่ยอมตอบฟันธงแบบหมอลักษณ์ เสียที ผมถาม มีแฟนหรือยัง

                        พี่กบตอบ คุยๆ กันอยู่

                        ผมหัวเราะแล้วพูดว่า ทำไมคนส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้เขาชอบใช้คำตอบนี้(ที่หัวเราะไม่ใช่อะไร เพราะตัวเองก็เคยใช้คำตอบนี้)

                       ผมคิด ความสัมพันธ์บางอย่างทำให้เราเลือกตอบคำตอบนี้ ไม่ใช่เพราะเราอยากตอบคำตอบนี้หรอก แต่เพราะความสัมพันธ์บางแบบ คำตอบแบบนี้ ดูปลอดภัยที่สุด เพราะความสัมพันธ์ชายหนุ่มหญิงสาวสมัยนี้ ใครกล้ายืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะยืนยาวไปถึงไหน หรืออาจจะสั้นเท่าไหร่ไม่รู้  หาคำตอบกว้างๆ ครุ่นๆเครือๆ ดีที่สุด  

 

                       ก่อนจะเล่าถลำลึกลงไปกว่านี้ ผมขอกลับมาย้อนเล่าเรื่องการเที่ยวครั้งนี้ ก่อนจะโผล่มาโต๊ะอาหารที่รีสอร์ต์แห่งนี้

                       เรื่องมันเริ่มจากกาลครั้งหนึ่งไม่นานมากนัก เมื่อกรกฎาคมปีที่แล้วเราเคยจัดทริปเที่ยวกันอย่างนี้แล้ว ตอนนั้นไปปราณบุรี และครั้งนี้ควรทิ้งเวลาไม่นานมากนัก เลยจัดไปเที่ยวโคราชอีก

                       เช้าวันนี้เริ่มจากรถใครรถมัน จัดกันไว้อย่างไรว่าใครคนไหนขึ้นรถคันไหน ก็ไปขึ้นตามนั้น แล้วมาเจอกันอีกที ที่โลตัสตรงสระบุรี ตอนสิบโมงเช้า

                        ผม พี่จิ้ม พี่นก พี่ตี๋ นัดกันแปดโมงเช้า ที่คอนโดพี่นก จะใช้รถของพี่ตี๋ในการเดินทางครั้งนี้

                        ผมเคยมีประสบการณ์ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดกันหลายคันหลายครั้งแล้ว อย่างเมื่อคราวที่แล้วครั้งนั้นผมเป็นคนขับเอง จำได้ตื่นแต่ก่อนหกโมงเช้า ต้องตระเวนรับคนตามจุดต่างๆ ก่อนจะออกจากกรุงเทพไปเจอกันจุดนัด โดยทั้งที่คืนก่อนหน้านั้นผมไม่ค่อยได้หลับได้นอน แต่ต้องขับรถทางไกล ไหนไปเที่ยวคืนนั้น

จะนั่งเล่นไพ่อยู่จนดึกจนดื่น แล้วตื่นแต่เช้าอีก แล้วที่สำคัญขับรถวันนั้นเจอทุกรูปแบบไหนจะขับรถหลง ไหนจะพายุลงระหว่างขับรถเข้าที่พัก

                        คราวที่แล้วจำได้ดีเลยตอนขากลับหลังจากกลับมากินร้านส้มตำแถวหน้าบ้านน้องพลอย (จริงๆ ก็เป็นแถวหน้าบ้านพ่อผมด้วยแหละ) ก่อนเข้าไปส่งน้องพลอย แล้วตามด้วยตระเวนส่งติง ส่งมินท์ ส่งน้อยเสร็จ ขากลับด้วยความที่เหนื่อยมาก แล้วเริ่มดึกมองอะไรไม่ชัดทำให้ผมขับรถด้วยความไวไม่เกินสามสิบสี่สิบ

                        คืนนั้นอยู่ดีๆ เจอมอเตอร์ไซด์ที่ขับอยู่ด้านข้างๆ ทางด้านหน้าเกิดล้มลง คนนั่งกระเด็นเข้ามาทางข้างหน้ารถผม โชคดีที่ขับช้าจึงเบรกทัน ทั้งที่ถ้าขับโดยปกติ คงมีได้ขับรถชนไปแล้ว แต่นี่เพราะความเหนื่อย

                       อย่างนั้นให้พี่ตี๋นอนพักผ่อนเยอะๆ ในฐานะคนขับถือว่าดีแล้ว

                       รถคันผมเริ่มออกก็ประมาณเลยแปดโมงครึ่งมาหน่อยหนึ่ง พี่นกเล่าให้ฟังว่าพี่หน่อยโทรมาตั้งแต่หกโมงเช้าว่าตื่นหรือยัง

                       พอขึ้นรถออกตัวได้ ผมทยอยโทรถามคันต่างๆ ว่าอยู่ถึงไหน โทรหาพี่ชัดเล่นเอาตกใจ พี่ชัด บอกจะถึงวังน้อยอยู่แล้ว อีกยี่สิบนาทีถึง

                       ผมบอกคนในรถ ไม่รู้จริงหรือเปล่า แต่มีความเป็นไปได้เพราะแกออกก่อนเตรียมเผื่อหลง (ผมเคยมีประสบการณ์ไปเที่ยวกันอย่างนี้แหละ ตอนนั้นรถสามคัน ผมนั่งคันชัดชัยขับ ออกจากกรุงเทพเย็นวันศุกร์เพื่อจะไปหัวหิน ลองคิดภาพการจราจรกรุงเทพฯ เย็นวันศุกร์ กว่าไปถึงหัวหินก็ดึกแล้ว แต่ที่สนุกสุดก็คือไปหลงอยู่ตั้งนานกว่าจะหาที่พักได้ เหมือนไปแรลลี่หาป้ายเอ็มซีอย่างนั้น ซึ่งตอนหลังจากที่เราเป็นคันตามตลอดตอนแรกและหลงตลอด กลับหาที่พักได้ก่อน หลังจากผมต้องขอแผนที่มาดูเอง แล้วกำหนดแผนการใหม่ แล้วค่อยถามคนข้างทางเรื่อยๆ จนเห็นป้ายโรงแรม ไม่อย่างนั้นคงขับวนอยู่แถวนั้นจนถึงเที่ยงคืนแหละ เพราะตอนนั้นก็ปาห้าทุ่มกว่าแล้ว)

                       ผมโทรหาพี่ไผ่คันที่พี่ตั้นขับ พี่ไผ่ก็บอกว่าอยู่ไม่ไกลกับพี่ชัดชัยมาก

                       ผมโทรหามินท์คันพี่หน่อย บอกถึงรังสิตแล้ว

                       มีพี่มิงค์โทรหาพี่นก บอกว่าเพิ่งออกเหมือนกัน  

                       พี่ตี๋บอกขณะผมไล่โทรถามคันอื่น บอกว่าถ้าเขาถามกลับว่าเราถึงไหน ให้ตอบว่าอยู่แถววงแหวนแล้ว พี่ตี๋บอกว่าเวลาบอกว่าถึงวงแหวน คนอื่นฟังเขาจะรู้สึกว่าใกล้แล้ว แต่ถ้าเขาคิดดูดีๆ เขาจะคิดว่าวงแหวนไหนของมึงว่ะ แต่ไม่ว่าอย่างไง ให้ตอบวงแหวนไว้ก่อน คนฟังเขาจะงงแล้วคิดว่าอีกไม่นานไปถึงเอง

                       ขับรถไปเรื่อยๆ โทรถามพี่ชัดอีกทีก็ถึงที่นัดกันแล้ว ทั้งที่เลยเก้าโมงมาหน่อยหนึ่ง พี่ตั้นก็ถึงแล้ว โทรถามพี่หน่อยก็กำลังจะถึง    

                       พี่นกนินทาพี่หน่อย บอกแก่เดี๋ยวนี้เป็นอะไรไม่รู้ ขับรถเร็วมาก ดูจากไปเที่ยวรอบที่แล้วด้วยกัน จากเมื่อก่อนขับรถช้ามากขนาดแซวว่าจักรยานขับแซง

                       พี่ตี๋บอกว่าคันพี่หน่อย คนที่ไปมีแต่คน Alert กันทั้งนั้น มินท์อย่างนี้ แอนอย่างนี้ เขาจัดการเตรียมแป๊ปๆ ออก

                       ผมบอกสงสัยพี่หน่อยตื่นตั้งแต่ตีสามหรือเปล่า เพราะต้องไปรับพี่กบก่อน ตอนที่โทรหาพี่นกตอนเช้าคือจะออกจากกรุงเทพแล้วไง

                       แต่ละคนหัวเราะ  

                       ผมบอก ไม่ได้กดดันพี่ตี๋นะ ผมว่าพี่ตบออกขวา แล้วแซง เหยียบ 200 ตรงเลย

                      พี่ตี๋บอก ไม่ต้องกดดันหรอก กูบินกูบินไปแล้ว

                      แต่ละคนหัวเราะ

                      นั่งกันในรถ พี่ตี๋บอกเดี๋ยวไปเจอพวกเขาที่นั่นต้องหาคำแก้ตัวว่ามาสาย พี่ตี๋บอกที่ช้า เพราะไอ้นกก็ตื่นสาย ไอ้ไอซ์อ้วกตลอดทาง พี่จิ้มก็ท้องเสีย

                       พี่นกบอกไม่ต้องเลย ไม่เห็นบอกเลยว่าตัวเองตื่นสาย ออกมาช้า

                       ผมบอก ถ้าบอกพี่นกช้าเนี่ยผมว่าทุกคนเชื่ออยู่แล้ว เพราะเป็นแบรนด์ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว พูดคำเดียวสั้นๆ ทุกคนเข้าใจหมด

                      แต่ละคนหัวเราะ

                      พี่นกบอกว่าเดี๋ยวนี้ที่ทำงานใหม่ไปไวแล้ว

                      ขับรถมาถึงอยุธยา สายโทรศัพท์จากพี่มิงค์โทรมาบอกว่าถึงที่นัดกันแล้ว พี่มิงค์บอกว่า จะขอออกตัวก่อนเลย แล้วค่อยตามไปเจอกัน (ความหมายให้เราคันสุดท้าย พวกมาสายตามไปอีกที)

                       พอในที่สุดเราถึงที่เขานัดหมาย ผมกดโทรศัพท์อีก ถามพี่มิงค์ว่าอยู่ถึงไหน แล้วจะให้เราเอาอย่างไร พี่มิงค์กับรถคันอื่นกำลังจะขับเข้าที่พัก เพื่อไปเก็บของก่อน ผมเลยบอกว่าคันผมจะไม่ตามไป ขอไปรอแถวร้านอาหารตามกำหนดการที่นัดไว้เลยจะได้ไม่เสียเวลา

                       พี่มิงค์เลยบอกให้ไปรอแถวเขาใหญ่ก่อน ซึ่งเราก็ไปตามนั้นจริง

                       ระหว่างทางแวะปั้มน้ำมัน เป็นครั้งแรกสัมผัสบรรยากาศที่โคราช ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอากาศที่นี่ ขณะนี้กำลังเย็นดีเลย แต่ละคนเตรียมเสื้อหนาวมาใส่ ขณะผมไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย พี่ตี๋ขู่ผมบอกคืนนี้หนาวแน่ ผมบอกไม่กลัวคืนนี้ผมจะถอดเสื้อนอนให้ดูเลย ผมบอกถ้ารู้วิธีหายใจให้ถูกต้องก็จะไม่หนาวเกินไป

                       พี่นกพี่จิ้มแวะกินกาแฟ พอกินเสร็จ ขึ้นมาที่รถพี่นกกับพี่จิ้มก็คุยกันว่า วิถีชีวิตของคนขายกาแฟก็ดี คือเขาก็ทำไปที่บ้านของเขา พอคนมาซื้อก็ออกมาขาย พอไม่มีก็กลับไปนอนเล่นกับสุนัขของเขาแล้วดูทีวี ชีวิตดูมีความสุขดี พอเพียงดี (ผมคิดในใจ ผิดกับชีวิตของผม ที่มักกังวลที่จะต้องเพิ่มส่วนเกินเข้ามา แล้วก็เอาส่วนเกินนั้นมาอวด มาโชว์กัน)

                       ในที่สุดเราก็มาถึง ร้านอาหารบ้านรมควันก่อน ขณะที่พวกเขายังอยู่ที่พัก ที่ปากช่อง พวกเราตัดสินใจที่จะนั่งรถชมบริเวณรอบๆ ก่อน

                       ซึ่งยังเที่ยวชมไปได้ไม่ไกลมากนัก จากตอนแรกจะแวะเข้าไปชมโบนาซ่า เสียงโทรศัพท์พี่มิงค์ก็ตามให้ไปที่ร้านอาหารก่อน ร้านอาหารพี่ตี๋บอกว่าไม่ขอไปกินได้หรือเปล่า เดี๋ยวพี่หายใจไม่ออก

                       พวกเราหัวเราะกัน

                       มาถึงร้านอาหารบ้านรมควันได้สักพัก รถพี่มิงค์ พี่ตั้น พี่ชัด พี่หน่อยก็ตามมา พอลงจากรถลูกพี่มิงค์ ชื่อแมงมอสก็วิ่งมาหา ถามว่ารถพี่ไอซ์อยู่ไหน ไม่เห็นเลย ผมชี้รถไปคันที่หรูที่จอดอยู่ต้องนั้น (ผมคิดในใจ ขณะเด็กยังอวดเลย ไม่ไหว)

                        พี่หน่อยลงมาบอกจะเตะผม บอกไม่เห็นยกมือไหว้สวัสดีแกเลย (ผมคิดในใจ ก็ไม่เห็นนี่) แต่มือก็ยกไหว้สวัสดีแกตั้งแต่ตอนนั้น ก่อนจะกอดแกซักที

                        เนื่องจากจำนวนคนโต๊ะที่นั่งไม่พอ ต้องนั่งแยกกัน อาหารที่สั่งมาก็พวกสเต็ก เพราะมากินร้านอาหารสเต็ก คงไม่มีใครสั่งต้มยำกุ้ง ไข่เจียวอะไรอย่างนี้ ผมพยายามเลือกสั่งเมนูแปลกๆ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งกินสเต็กทั้งที่สามย่าน ทั้งที่ Sizzler มา แล้วเห็นโปรแกรมพรุ่งนี้ขากลับมีแวะกินร้านอาหารที่ฟาร์มโชคชัยอีก เลยสั่งเป็นสเต็กคอหมูย่างจิ้มแจ๋วมา

                        กินอาหารกันเสร็จ ออกมาถ่ายรูปกันหน้าร้าน พี่ตั้นเดินมาแซวชัดชัยกับผม บอกชัดชัยโลภมากสั่งตั้งแต่แรกเลยคนเดียวสองจาน ผมบอกกลับพี่ตั้น ไม่รู้นะ ตอนแรกผมสั่งอย่างเดียว แต่ได้กินหมดเลย ทั้งหมู เนื้อ ไก่ ปลา ไส้กรอก โต๊ะผมเขาสั่งอะไรมาตอนหลัง เหมากินหมดเลย

                       พี่ตั้นหัวเราะ

                       ถ่ายรูปกันเสร็จ เตรียมตัวไป ทรีโอต่อ คืนนี้จะมีแสดงคอนเสิร์ตของวง ETC ตอนทุ่มหนึ่ง แต่คงไม่ได้แวะกลับมา ไปถึงทรีโอ ข้างหน้าจะมีที่จอดรถ แล้วก็ลานเบียร์ที่เขาจะจัดคอนเสิร์ตกันคืนนี้ ที่นี้ก็เหมือนแหล่งท่องเที่ยวที่อื่นที่สร้างขึ้นมา ให้เป็นแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร โดยเน้นรูปแบบการก่อสร้างของตัวตึกตัวอาคารให้มีรูปลักษณ์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวหน่อย

                       ออกจากทรีโอ ก็ไปต่อ สถานที่สำหรับการ Adventure ซึ่งพอมาถึงสถานที่แล้วได้แวะแค่ชมยังเครื่องเล่นแต่ละชิ้น โดยจะมีเครื่องเล่นสองชิ้นที่ขึ้นไปเล่นแล้วน่าจะน่ากลัวมาก เครื่องเล่นหนึ่งเหวี่ยงจากที่สูงออกด้านข้าง กับอีกอันเหวี่ยงจากที่สูงทุ่มลงพื้นดินในแนวดิ่ง 

                      จริงๆ ใจหนึ่งก็กลัวใจหนึ่งก็อยากเล่น โดยเฉพาะพี่จิ้มเชียร์บอกว่า ถ้าขึ้นไปเล่นแล้วจะได้มีประสบการณ์มาเขียนเล่าได้ และตอนแรกพี่มิงค์บอกจะออกตังค์ให้ถ้าใครอยากเล่น แต่เมื่อถามราคาแล้วตกคนละหกร้อยกว่าบาทเลยต้องถอยกันหมด

                       ผมบอก ไอ้เสียวนี่ไม่เท่าไหร่นะ เล่นแป๊ปเดียว เลิกเล่นก็หายเสียว แต่เสียดายเงินนี่ เสียดายจนถึงกลับบ้านเลย

                      ออกจาก Adventure ไปชมสวนดอกไม้สวนองุ่น นั่งรถทำเลียนแบบรถไฟ นั่งชมสวนองุ่น อากาศขณะนั่งกำลังดี แวะชมสวนดอกไม้รอบๆ ด้วย ทุกอย่างถือว่าใช้ได้ โดยเฉพาะบรรยากาศ

                      ออกจากสวนองุ่นไป ชมสวนดอกไม้ที่รีสอร์ตภูพิมาย ที่อยู่ใกล้ๆ กัน พี่ขวัญภรรยาพี่มิงค์พูด ขึ้นมาหลายรอบว่าสวนดอกไม้ที่นี่ไม่สวยเหมือนกับที่เคยมา อาจเป็นเพราะขาดคนดูแล หรือเปลี่ยนเจ้าของใหม่

                      ออกจากสวนดอกไม้ก็ไป Outlet กันต่อ Outlet ที่นี่ผมก็ว่าเหมือนกับทั่วโลก คือวางอยู่แหล่งท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด เอาสินค้ารุ่นเก่าๆ มาขาย และตั้งราคาว่าลดเยอะ แต่ถ้าไปดูเทียบกับกรุงเทพไม่ได้ถูกกว่ากันเท่าไหร่

                       กลับจาก Outlet ก็กลับที่พัก มีการสลับตัวโดยมี่จะไปนั่งรถพี่หน่อย แล้วให้มินท์ไปนั่งรถพี่ชัดเพื่อไปแวะซื้อของที่โลตัสก่อน

                       ขณะที่ขับรถไปคันที่ผมนั่งตามรถคันที่พี่หน่อยขับ แต่ละคนอดแปลกใจไม่ได้ว่าอยู่ดีๆ พี่หน่อยขับรถช้ามาก ขับรถชิดซ้ายไม่ยอมออกถนนใหญ่ ขับตามรถบรรทุกกันซะอย่างนั้น

                       พี่นกบอกว่า เป็นเพราะเอามี่ไปนั่งแทนมินท์ คนสวยนั่งไม่ได้ แก่เลยขับช้า

                       พี่ตี๋บอกว่าให้โทรไปบอกแก่ ว่าถ้าแก่ขับแค่นี้ ลงไปเข็นเลยดีกว่า

                       ผมบอกเดี๋ยวโทรไปแซวให้ ก่อนจะโทรไปแซงจริงๆ

                       ก่อนพี่จิ้มจะบอก แก่หันหลังขับรถหรือเปล่า คือมัวหันมาคุยกลับมี่ถึงขับช้า

                       ในที่สุดก็ถึงที่พัก

 

 

 

                       กลับมาที่โต๊ะอาหารยามค่ำคืน ผมมองเห็นโคมไฟที่จุด ถูกลอยฟ้าออกมาเป็นเรื่อยๆ ผมเรียกสมาชิกเดินไปดู ใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า น่าจะถูกปล่อยมาจากที่โบนันซ่า

                       แต่ละคนออกมายืนดูสักพัก พร้อมกับมองดาวบนท้องฟ้า สักพักผมเห็นพี่โต้งสนใจเก็บภาพดาวบนท้องฟ้า กับ โคมไฟลอยฟ้า ผมเลยชวนแกกับนิค ไปยังจุดที่ผมไปกับพี่ตี๋มาตอนแรกเพื่อถ่ายภาพ

                       ถึงเราสามคนจะเดินลงไปไม่ถึงยังจุดที่ผมกับพี่ตี๋ลงไปครั้งแรก แต่ก็ไม่ต่างกันมาก ผมเพิ่งรู้สึกอะไรครั้งแรก ผมรู้สึกว่าบางทีความมืดรอบตัวเรายิ่งมืดขึ้นเท่าไหร่ยิ่งทำให้ท้องฟ้าที่มีดาวดูสวยขึ้นเท่านั้น 

                       ผมเงยหน้า พร้อมกับชี้ไปยังจุดที่ดวงดาวดูสุดสวย ผมคิดถึงเพลงเพลงหนึ่งพร้อมกับฮัมเพลงนั้นในใจ ก่อนจะคิดถึงกลอนบทหนึ่ง

                       เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว  จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย

 

                      โปรดติดตามตอนต่อไป โคราช8เด้ง ตอน โคราช 8 เด้ง

Comment

Comment:

Tweet