(Hongkong10) ดีอย่างไร

posted on 05 Feb 2010 11:12 by loveistime in travel
ค่ำคืนสุดท้ายมาเก๊า-ฮ่องกง ค่ำคืนเดียวกัน

                       เส้นแบ่งค่ำคืนสุดท้ายของผมที่ฮ่องกงกับที่มาเก๊าของผมคืนนี้ ถูกแบ่งโดยเรือเฟอร์รี่ Turbo Jet ที่หนังสือในมือบอกว่า ใช้เวลาในการเดินทางจากฮ่องกงไปยังมาเก๊า 55 นาที

                       แต่เข็มนาฬิกาที่ผมจับเวลาเริ่มจากเรือออกบอกว่าเกินมาได้หลายนาทีแล้ว ซึ่งไอ้ที่เกินมานี่คงไม่มีปัญหาอะไร ถ้ามันนั่งแล้วสนุก แต่นี่มันอยากจะอ้วกนี่ครับ ทำไงได้

                       ใช่ครับ พ่อแม่พี่น้อง ผมเมาเรือ

                       และไม่ใช่ผมคนเดียวซะด้วย เพราะน้องผมหนักกว่า

                       เห็นแสงไฟ จากฝั่งมาเก๊าอยู่ร่ำไร น้องผมยังไม่ไหว ต้องขอเดินไปอ้วกที่ห้องน้ำ โดยมีผมตามไปเป็นเพื่อน และอาจมีหวังอ้วกเป็นเพื่อนด้วย

                       น้องผมอ้วกเสร็จก็ถึงฝั่งพอดี

                       มาถึงมาเก๊าก็ต้องมาหารถบัสต่อเพื่อกลับโรงแรม ซึ่งไม่รู้ว่าเบอร์อะไร ดูจากป้ายเอาว่าคันไหนที่ผ่านย่านสำคัญแถวโรงแรมที่เราพักแล้วกัน ซึ่งโชคดีเลือกคันที่ผ่านไปถึงใกล้โรงแรมพอดี

                       ขณะที่นั่งรถอยู่ แม่คงมองข้างทางที่รถวิ่งไปเต็มไปด้วยคาสิโน เลยถามขึ้นมาว่า ทำไมมาเก๊า จึงเป็นเมืองที่เต็มไปด้วย คาสิโน เพราะเหตุใด

                       ซึ่งขณะที่นั่งอยู่ในรถผมไม่ได้ตอบละเอียดมากนัก มาตอบอีกทีเมืองไทย ผมบอกว่าเป็นความเห็นของผมเองนะ ผมคิดว่า ทุกประเทศต้องทำมาหากินใช่ไหม และอย่างประเทศมาเก๊า ฮ่องกงก็ไม่น่าปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อจะเป็นอาหารได้เองเหมือนประเทศไทย ก็ต้องหารายได้ไปซื้อปัจจัยเหล่านี้ อย่างฮ่องกงกำหนดตัวเองอย่างแรกว่าพยายามเป็นศูนย์กลางทางการเงินแถวภูมิภาคนี้ ขณะเรื่องของการท่องเที่ยวซึ่งแทบทุกประเทศต้องมีเป็นจุดขาย ฮ่องกงก็วางตัวเอง ว่าเมืองช้อปปิ้งสินค้าแบรด์เนม (ซึ่งพอพูดถึงต้องนี้ ผมก็สงสัยอยากรู้จริงๆ ว่าทำไมประเทศฮ่องกงถึงขายสินค้าแบรด์เนมได้ราคาถูกและรุ่นใหม่กว่าประเทศไทย) ขณะที่มาเก๊าที่อยู่ใกล้ฮ่องกง จะเรียนแบบฮ่องกงก็คงไม่ดีเท่าและไม่น่าทำ มาเก๊าเลยมาเลือกทำคาสิโน ซึ่งผมว่าคาสิโนที่เห็นเกลื่อนกลาดอยู่ทุกที่ตรงนี้น่าจะมีรัฐบาลมาเก๊าเข้าไปมีผลประโยชน์ร่วมด้วยไม่น้อย โดยใช้เงินคนอื่นลงทุนตัวเองรับผลประโยชน์

                       แม่ถาม แล้วทำไมอย่างฮ่องกง ไม่ทำคาสิโนเสียเองด้วย เพราะคนฮ่องกงเองน่าชอบเล่นการพนันอยู่แล้ว

                       ผมบอก เคยได้ยินว่าอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเอง เลือกเปิดคาสิโนที่รัฐเวกัส เพราะทำวิจัยมาแล้วที่นั่นเป็นย่านที่คนพื้นที่ไม่ชอบเล่นการพนัน หรือ ชอบความเสี่ยง ถ้าเปิดในพื้นที่คนชอบเล่นการพนัน มีหวังเจ๊งกันพอดี ผมว่ามาเก๊าเปิดมานี่ก็เพื่อดูดเงินคนประเทศแถวนี้เป็นหลักแหละ โดยเฉพาะคนฮ่องกง ดูได้จากจะเล่น ต้องใช้เงินฮ่องกง และไม่ค่อยเห็นฝรั่งหัวแดงมามาเก๊าเท่าไหร่ อีกอย่างผมว่าประเทศที่เปิดคาสิโน ส่วนหนึ่งต้องมีรัฐบาลขี้เกียจด้วยละ เพราะถ้าดูคนบนฝั่งมาเก๊าเทียบกับคนฮ่องกงจะดูเฉื่อยๆ เชื่องช้า ไม่ค่อยเร่งมากเหมือนคนฮ่องกง ถ้าทำอะไรที่ต้องใช้การแข่งขันก็อาจไม่เหมาะสม

                       ผมพูดปิดท้าย พวกเกาะที่ฟอกเงินก็เหมือนกัน ประเทศเหล่านี้ต้องเปิดให้ฟอกเงินทั้งที่เป็นสิ่งไม่ดี ก็เพราะว่าประเทศเหล่านี้ไม่มีจุดขายอะไรในการท่องเที่ยว และก็ไม่สามารถจะผลิตสินค้าไว้ส่งออก เขาจึงต้องหารายได้ด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด

                       ผมบอก หรืออีกประเทศหนึ่งที่ไม่ใช่พวกเกาะฟองเงิน อย่างประเทศสิงค์โปร์ ถ้าวิเคราะห์ดูดีๆ ที่บอกเศรษฐกิจอย่างสิงค์โปรปีๆหนึ่งโตๆ นี่โตมาจากไหน โตมาจากอะไร

                       พวกเราลงจากรถเดินมาถึงที่พัก น้องกับแม่ตัดสินใจว่าจะไม่เดินออกไปข้างนอกแล้วเพราะเวลาเลยเที่ยงคืน จะเข้านอนเลย ขณะผมกับพี่เป๊ป พี่จิ้ม ติง จะขอออกไปเดินเล่น เพื่อเก็บบรรยากาศค่ำคืนสุดท้ายที่มาเก๊ากับหาร้านกินข้าว+จะซื้ออะไรกลับมาให้ทานด้วย

                       เดินออกไปตามถนน ร้านรวงข้าวของต้องบอกว่าปิดหมดแล้ว คนเดินตามถนนก็แทบจะมองไม่เห็น ร้านอาหารที่มองหาก็ไม่มี จะมีก็ร้านรถเข็นก๋วยเตี๋ยวหลอด ขนมจีบขาย พวกเราคุยกันว่า ถ้าไปข้างหน้าหาอะไรกินไม่ได้จะกลับมาซื้อ เดินผ่านได้อีกหน่อย แยกสุดท้ายก่อนถึงคาสิโน เจอผู้หญิง 3 คนยืนอยู่หน้าตัวตึก ไม่ต้องใช้หัวคิดนานก็น่าจะรู้ว่าพวกเธอทำอะไร เพราะเธอทำทีท่าเชื้อเชิญด้วย

                       พี่เป๊ปเล่าบอกว่า มีพี่ที่รู้จักกันเคยมาเที่ยวที่มาเก๊า เขาบอกราคาประมาณ 1,700 (ซึ่งผมไม่ได้ถามให้แน่ชัดว่าเป็นเงินไทย หรือเงินมาเก๊า)

                       เราเดินต่อไป ดูท่าทางไม่มีร้านอาหารกินข้าวอย่างที่เราจะกินจริงๆ ด้วย เลยปล่อยให้พี่จิ้ม กับ ติง เก็บภาพกับบรรยากาศหน้าคาสิโน ส่วนผมพี่เป๊ป หลบเข้าคาสิโน ซึ่งในคาสิโนตอนนี้คนเล่นเหลือน้อยมาก ไม่เหมือนครั้งแรกที่มา

                        ผมบอกพี่เป๊ปว่า จะวิ่งไปดูแถวๆ รอบๆ นี้ว่ามีร้านอะไรกินบ้าง และจะไปตาม 2 คนนั้นด้วย ว่าจะกลับหรือยัง ถ้ายังไม่กลับเราอาจจะขอกลับก่อน

                        สรุปสองคนนั้นจะกลับพอดี ผมบอกว่าวิ่งไปดูข้างหน้ารอบๆ ไม่มีร้านกินข้าว จะมีก็แต่ภัตตาคารที่ดูแพงๆ เราตัดสินใจกลับไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหลอดรถเข็นนั้น ขณะเดินกลับยังเห็นสาวสามคนนั้นยืนอยู่ที่เดิม (ผมคิดอยู่ในใจยืนอยู่ตั้งนานแล้วยังหาลูกค้าไม่ได้ หรือเสร็จกลับออกมาแล้วเที่ยวหนึ่ง)

                        ใครบางคนพูดขึ้น มายืนอยู่ตรงนี้อากาศอย่างนี้ แล้วไม่มีคนเดินด้วย จะหาลูกค้าได้หรือ

                        ผมพูดสมทบทำไมเขาไม่ไปหาแถวคาสิโน หรือ ในคาสิโนน่าจะง่ายกว่า หรือบางทีคาสิโนแถวนั้นเขาจะไล่

                       เดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหลอดเสร็จ ระหว่างทางกลับที่พัก อย่างกับเดินผ่านป่าช้า ยิ่งพี่เป๊ปวิ่งนำหน้าหายไปก่อนด้วย ขณะที่หันไปข้างหลัง ติงกลับพี่จิ้มหายไปไหน แต่อารมณ์ตอนนี้ เวลาเห็นคน ซึ่งอาจเป็นคนจรจัด ผมรู้สึก แย่กว่า ไม่เห็นใครเลย ยิ่งรู้สึกเหมือนเขาเดินตามมาด้วย (คิดในใจ จะเอาอะไรกับกูป่าว) ผมสงสัยติงกับพี่จิ้มเดินหายไปไหนว่ะ

                        ผมรีบเดิน กึ่งเดินกึ่งวิ่ง สักพักก็ถึงโรงแรมโดยสวัสดิ์ภาพ ก่อนพี่จิ้มกับติงจะตามอีกประมาณสิบนาที ซึ่งผมคุยกับติงว่าตอนเช้าเราจะแยกกันเที่ยว ผมกับพี่เป๊ปจะไปเกาะไทปา ไปเดินถนนสายโรแมนติก ขณะที่ติงกับพี่จิ้ม จะไปเซนาโดสแควร์เพื่อไปส่งไปรษณียบัตร ก่อนไปวัดอาม่า และตามด้วยไปดอกบัวทองคำ ก่อนบ่ายๆจะไป ที่ซึ่งคิดว่า เป็นที่แอ็ป กับ อั้ม มาถ่ายละครช่อง 3 ที่เพิ่งจบไป

 

                       และแล้วเช้าวันใหม่ ที่ไม่รู้จะเรียกว่าวันอะไรก็เริ่มขึ้น

                       ผมเดินไปขึ้นรถสาย 33 เพื่อไปถนนสายโรแมนติก บนเกาะไทปา ตามหนังสือคู่มือแนะนำ พอนั่งๆ ไปจนถึงสุดสาย พอเดินไปดูชื่อถนนเทียบ กับแผนที่จึงรู้ว่าผิดที่ ตรงไปถามคนที่ร้านขายยา จนได้ความว่าต้องนั่งรถสาย 33 กลับไปอีก (ตอนนั้นมองโลกในแง่ดี ได้ชมเมือง ได้ขึ้นชื่อได้มาที่ไม่ใช่แหล่งที่นักท่องเที่ยวเขามาเที่ยวกัน)

                       นั่งรถสาย 33 กลับไป คราวนี้นั่งจนเริ่มรู้สึกแปลกๆ เมื่อรถนั่นเลี้ยวกลับเข้าหน้ามหาวิทยาลัย บริเวณแรกที่ผ่านเข้ามาในเกาะไทปา ตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวว่ารถกำลังจะเลี้ยวกลับไปยังที่เรามา ตอนแรกยังนึกรถจะเลี้ยวไปอีกทาง ที่ยังไม่ได้ไป แต่สรุปกลับเลี้ยววิ่งบนสะพานที่มาจริงๆ (ตอนนี้มองโลกในแง่ดี ได้นั่งชมถนนรอบเกาะไทปา) สรุปไม่ได้เที่ยว คนขับก็ไม่บอกให้ลงตรงไหน ทั้งที่อุตสาห์ให้ดูรูปตอนขึ้น ถามว่าไปที่นี่หรือเปล่า (ทำไมพี่คนขับไม่บอกเราว่ะ)

                        ตัดสินใจกลับไปหาแม่กับน้องที่นัดเจอที่โรงแรม เพราะใกล้เที่ยงแล้วต้องเช็คเอาท์ออก ไปนั่งกินข้าวเสร็จ ก็เช็คเอาท์แล้วฝากกระเป๋าที่โรงแรม

                         ผมกับพี่เป๊ป แม่ น้อง เดินไปช้อปปิ้งแถวเซนาโดสแควร์ เจอคุณลุงกับคุณป้าที่เจอที่ฮ่องกงบนรถไฟฟ้าอีกครั้ง แต่ดันลืมถามว่าที่เขามาถ่ายละครกัน มันอยู่ตรงไหนของมาเก๊า

                         พอช้อปปิ้งเสร็จก็ตัดสินใจว่าจะไป ที่แอ็ปกับอั้มมาถ่ายละคร ซึ่งเข้าใจว่าเป็นที่ Fishermen’s Wharf ซึ่งพอไปถึงจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ว่าแล้วว่าในหนังสือไกด์บุ๊กพูดแปลกๆ ว่าไม่มีอะไรน่าสนใจตรงไหน แต่ที่นี่เรากลับมาเจอ พี่จิ้มกับติงที่แยกกันเดินกับเรา (ที่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนเพราะในหนังสือไกดบุ๊กมันน่ามีบอก ซึ่งผมคิดว่าแหล่งที่สำคัญอย่างนี้น่าจะมีในหนังสือบอกอยู่แล้วเลยไม่ได้จดมาจากเมืองไทย หรือน่าจะมีบอกในใบปลิวแจกแผนที่ท่องเที่ยวในมาเก๊า ซึ่งมันก็ไม่มี ผมจำได้เลือนรางถึงชื่อสถานที่ที่นั่นตอนเข้าไปหาในเว็ปไซด์ทัวร์ แต่ก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่ามันชื่ออะไร)  

                         แล้วด้วยความรีบหรืออะไรของพี่เป๊ป พี่เป๊ปรีบพาเดินไปป้ายรถเมล์ซึ่งผมคิดว่ามันผิดป้าย และตอนนี้เราไม่มีเศษเงินขึ้นรถ เพราะรถเมล์ที่นี่ไม่ทอนเงิน เดินกลับไปหาพี่จิ้มกับติง เพื่อแลกเงินก็ไม่เจอ เดินหาคนแถวนั้นเพื่อขอแลกเงินกว่าจะได้ ก็ต้องรอจนเจอผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งใจดีมากให้เศษเงินมาเลย ไม่ต้องแลกเงิน

                        พี่เป๊ปพาเดิน 20 นาที เพื่อไปป้ายรถเมล์ ทั้งที่ผมค้านว่า น่าจะเดินย้อนกลับไปใกล้กว่า เหมือนที่ค้านเมื่อเช้าว่าเราน่าจะขึ้นรถผิดด้าน เพื่อไปเกาะไทปา

                        เราต้องกลับที่พักเพื่อไปเอากระเป๋าโรงแรมที่ฝากไว้

                       ไปถึงผมจำเวลาที่เราจะต้องกลับขึ้นเครื่องผิดเวลา ไปถึงเช็คอิน เราเลยมาถึงเร็วถึงสองชั่วโมงกว่า คิดว่าไปที่สนามบิน ที่นี่จะมีของกินมากมาย กลับคิดผิด ไม่มีอะไรให้กิน ที่มีก็แพง และไม่น่ากิน (ร้านพวกแมค เคเอฟซี อะไรพวกนี้ไม่มีให้เห็นทั้งนั้น)

                        ด่านตรวจสัมภาระก่อนตรวจคนเข้าเมือง แม่ก็เจอให้ทิ้งกระปุกครีมที่เป็นของเหลว ทั้งที่ผมเตือนแล้ว แต่แม่เขายังเสี่ยงเอาขึ้น

                        มารอเครื่องบินจะขึ้น เครื่องบินที่จะพาเรากลับก็ดีเลย์เกือบชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้น โดยไม่มีแจ้งเตือน ล่วงหน้า ขณะรอเครื่องบิน เราเจอกลุ่มคุณลุงคุณป้าที่เจอทั้งที่ฮ่องกง และมาเก๊าเมื่อกลางวัน

                       แม่ผมชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมสะดุดหนึ่งคำเมืองลุงพูดถึงย่านช้อปปิ้งมาเก๊า เวเนเชี่ยน แต่ก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะอยากขึ้นเครื่องเต็มแก่แล้วตอนนี้

                       ก่อนลุงบอก ถ้ามาเที่ยวน่าจะข้ามไปจูไห่ (ประเทศจีน) ถ้าสนใจไปซื้อของก๊อปราคาถูก แล้วไปกินอาหารจีน โดยเฉพาะกินปูที่นู้นราคาถูกมาก ตกตัวละ 15 บาท

                       พร้อมเล่าเรือเฟอรรี่ลำที่คุณลุงนั่งกลับเมื่อวานว่าช้ากว่าปกติไปเกือบชั่วโมงเพราะพายุเข้า (ผมคิด เราโชคดีที่ไม่ช้าถึงขั้นนั้น)

 

                       ขึ้นเครื่องบินอย่างที่เล่าไปแล้วเจอ กลุ่มคนจีนเสียงดัง สร้างความน่ารำคาญตลอดการเดินทาง เครื่องบินขึ้นก็ช้า ลุกไปเข้าห้องน้ำยืนฉี่อยู่ก็เจอแอร์พังประตูเข้ามาซะงั้น

                       ขณะลงจากเครื่องบิน ก็มีเหตุกระทบกระทั่งกับชายจีนในกลุ่มนั้น

                       ไปขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน แท็กซี่ก็ดันขับพาอ้อมเสียค่าผ่านทางสองต่อ แถมยังเสียเงินมากกว่าขามาตั้งเยอะ  

                        และที่แสบสุดๆ ก็คือผมจะเข้านอนอยู่แล้วเกิดคิดอะไรขึ้นมาได้ เดินมาบอกกับทุกคนในบ้าน ผมคิดออกแล้ว ที่อั้มกับแอ็ปถ่ายละคร เรียกว่า เวเนเชี่ยน

                        ซึ่งมาเปิดอินเตอร์เน็ตตอนเช้าที่ทำงานก็พบว่า เวเนเชี่ยน อยู่บนเกาะไทปา ไม่ห่างจากสนามบินมาก ซึ่งถ้าจัดเตรียมเวลาดีๆ เราสามารถมาเที่ยว ก่อนจะขึ้นเครื่องบินได้

                        ผมนั่งค้างด้วยอาการเหมือนคนสร่างเมาตอนเช้า รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไป ทั้งที่อยู่ใกล้แค่ปลายรูจมูกข้างขวา และความผิดพลาดจากการที่ผมเตรียมตัวไม่ดีเอง

                       ผมได้แต่นั่งผิดหวังหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง เพราะมันได้ผ่านไปแล้ว ยกเว้นเสียว่าจะกลับไปเที่ยวใหม่ แล้วผมอยากกลับไปมาเก๊ามากขั้นนั้นหรือเปล่า ถ้ากลับไปแล้วอาจไม่ได้ชอบหรือสนุกอะไรนักหนาก็ได้ ที่ผมเสียดายมากคือ เสียดายที่ไปมาแล้ว แล้วไม่ได้ขึ้นชื่อว่าไป เวเนเชี่ยน  

                       ผมกลับไปคิดถึงคำติงเพื่อปลอบใจอีกครั้ง เสน่ห์ของ Backpacker ก็อย่างนี้นี่แหละ วางแผนจะไป 4 ไปจริงได้แค่ 2

                       ผมคิด อดีตผ่านมาแล้วกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ได้แต่เตรียมการเดินทางครั้งหน้าให้ดีขึ้น  

                       อย่างคำของ พระไพศาลพูดเรื่องความทุกข์ ที่ผมอ่านเจอในหนังสือ ฟาสต์ฟูดธุรกิจเล่มที่ 13

                       ไม่ว่าทุกข์แบบไหนก็มีข้อดี ถ้านำทุกข์มาใช้ให้เกิดประโยชน์

                        ความเจ็บป่วย สอนให้เราฉลาดขึ้น รู้จักใช้ชีวิตปรับตัวให้สมดุล

                        ความล้มเหลว ก็มีข้อดีที่ช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น ฉลาดขึ้น อ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักเห็นใจคนอื่น

                       พระไพศาลกล่าว อย่าใช้ความทุกข์มาทิ่มตำตัวเอง ต้องใช้ความทุกข์ให้เกิดปัญญา

                        ความทุกข์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะว่าผมคิดว่า ถ้าคนอื่นถามไปเที่ยวมาเก๊ามาเป็นยังไง ผมจะตอบยังไงที่ไม่ได้เวเนเชี่ยน ทั้งที่เป็นที่ๆ คนพูดถึงมากตอนนี้ และยิ่งเปรียบเทียบกับคนที่เขาไปมาด้วย

                        ความทุกข์ของผมเกิดจากกลัวคนอื่นจะคิดอย่างไง ทั้งที่ให้มองดีๆ มองการเดินทางครั้งนี้เหมือนการเดินทางของชีวิต ก็จะพบคนทุกคนก็เหมือนกับเรา มีเรื่องที่ทั้งสมหวังมีเรื่องผิดหวังมากมาย มีเรื่องที่ตัดสินใจทั้งถูกและผิด ซึ่งการตัดสินใจผิดหรือความผิดหวังนำพาเขาไปพบกับประสบการณ์ในบางเรื่อง บางทีอาจจะเรื่องเหมือนหรือคล้ายคลึงกับเรา หรืออาจจะไม่เหมือนกัน

                       ใครพูดได้เต็มปากบางล่ะว่าชีวิตเต็มไปด้วยความสมหวังเสมอ

                        การเดินทางไม่ว่าครั้งหน้าและครั้งไหนๆ ก็คงเหมือนกัน มีเรื่องสมหวังหรือผิดหวังรอเราอยู่ อยู่ที่เราจะมองมันหรือเปลี่ยนมุมคิดให้เป็นอย่างไร ถ้าเรามัวแต่กลัวความผิดหวังกับทางข้างหน้า ก็คงไม่กล้าออกเดินทางไปไหน

                        ถ้าถามการเดินทางมาเที่ยวฮ่องกง+มาเก๊า เที่ยวนี่เป็นอย่างไร ภาพรวมผมก็ยังให้คะแนนเกิน 80 คะแนนจากเต็ม 100 เพราะมีเรื่องดีๆ มากกว่า และเรื่องไม่ดีให้พอให้ปรับปรุงได้

                       ปุจฉา ความสุขมาจากไหน?” (มีคนเคยถาม พระอาจารย์ สุมโน ภิกขุ ไว้)

                        วิสัชนา มาจากความทุกข์  (พระอาจารย์ สุมโน ภิกขุ ตอบ)                    

                     

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                 --      จบ --

Comment

Comment:

Tweet