ผมก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ เวลาเพิ่งเกินเก้าโมงเช้ามาได้ไม่กี่นาที

                 ผมมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งไม่รู้จะบอกได้ว่าดีหรือไม่ดี เวลาผมไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม บ่อยครั้งที่เผลอมองนาฬิกา แล้วชอบคิดว่า ถ้าตอนนี้เราไม่ได้มาเที่ยวอยู่ที่นี่ ตอนนี้เราจะทำอะไร คิดถึงวันนี้สัปดาห์ที่แล้วทำอะไร ถ้าเป็นอีกสัปดาห์ข้างหน้าละ เราจะทำอะไร

              ผมคิดถึงสัปดาห์ที่แล้ว เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผมสบสายตากับเธอเนินนาน ทั้งที่ความคิดตอนแรกตั้งใจจะหลบสายตาตามฟอร์ม แต่ความคิดชั่วแวบให้ผมตัดสินใจหันมองเธออย่างไม่ละสายตา (คิดถึงเธอว่ะ อยากมองภาพเธอให้นาน) ก่อนเธอจะละสายตาจากผมโดยการก้มไปมองเท้าของผมและเราก็เดินจากกัน

                       ชั่วพริบตาผมคิดอะไรอยู่ในใจไม่รู้ ทำให้ผมตัดสินใจหันกลับมองเธออีกครั้ง โดยคราวนี้ผมเห็นแต่ข้างหลังของเธอค่อยๆ เดินผ่านร้าน MK สุกี้ ก่อนจะเดินผ่านนิติพลคลินิกเลี้ยวซ้ายเข้าไปทางใต้โรงหนังสยามเธียเตอร์ลับตาไป (ให้คิดภาพผู้ชายอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนกางเกงขายาวสีดำ ในมือถือพ็อกเก็ตบุ๊กของ 'บิ๊กบุญ' มองเด็กผู้หญิงชุดนักศึกษากระโปรงจีบสีดำ ในมือถือกระเป๋าสีขาวตาม)

                        ผมคิดถึงประโยคหนึ่งในหน้ากระดาษหนังสือ สองเงาในเกาหลีที่ ทรงกรด บางยี่ขันกรีดไว้ ผมก้มมองดูที่เท้าทั้งคู่ของพิณ ผมไม่รู้ว่าผมกำลังตามหาคนแบบนี้อยู่หรือเปล่า เธอคือคนที่เดินข้างๆ ผมมาสิบกว่าวัน และเธอคือคนที่วันพรุ่งนี้เราต้องเดินจากกัน ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเธอใช่หรือเปล่า ถ้าเธอใช่แล้วผมต้องทำอย่างไร

                       เออ! ถ้าเธอใช่แล้วผมจะทำอย่างไร ผมอุทานให้กลับตัวเองขณะท้าวกำลังก้าวเดินบน Sky Walk เพื่อกลับบริษัท

 

                       อากาศเช้านี้ที่มาเก๊าค่อนข้างเย็นพอสมควร ตามแผนกำหนดการวันนี้ตอนแรกว่าจะไปหอชมวิวในมาเก๊าและต่อด้วยไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ก่อนข้ามไปยังฮ่องกง แต่แล้วเราเดินกันมาได้หน่อยจากโรงแรมมายังจุดสถานีศูนย์กลางบริการรถโดยสาร เราต้องตัดสินใจที่จะใช้รถโดยสารแทน เพราะอากาศหนาวมากบวกกับความตั้งใจเดินไปยังหอชมวิวไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด แต่เมื่อมาดูสายที่บริการเดินรถไปยังเจ้าแม่กวนอิมง่ายกว่าเราเลยเลือกไปยังเจ้าแม่กวนอิมก่อน

                        ก่อนที่จะเดินมาขึ้นที่ป้ายรถโดยสาร ขณะเดินอยู่บนทางเดิน ผมสงสัยว่าบริเวณทางเดินมีบันไดสำหรับให้เราวิ่งลงไปข้างล่าง ซึ่งตอนแรกผมเข้าใจว่าเป็นทางเดินลอดใต้ถนน จะได้ไม่ต้องข้ามถนน และไม่ต้องเผชิญอากาศหนาว แต่สรุปผมขอขันอาสาวิ่งลงไปดูก่อนว่าเป็นอย่างที่ผมคิดจริงๆ ไหม ก็ได้คำตอบว่า ทางข้างล่างที่มีบันไดหลายขั้นเหลือเกิน กลับเป็นที่จอดรถ ต้องกลับมาเดินบนถนนต่อ

                        พวกเราขึ้นรถบัสเพื่อไปยังรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม ขณะนั่งในรถก็ได้ชมวิวสองข้างทางข้องมาเก๊า ในใจก็พูดวิจารณ์นู้นวิจารณ์นี่ตลอดทาง แต่ที่เห็นรายทางส่วนใหญ่ของที่นี่ก็จะมีแต่คาสิโน

                        พอมาถึงยังจุดหมายพวกเราก็เดินลงรถ อากาศดูเหมือนจะไม่หนาวมากเหมือนก่อนขึ้นรถ เราเดินไปถ่ายรูปกับเจ้าแม่กวนอิม ก่อนจะเดินไปยังในตัวเจ้าแม่กวนอิมซึ่งข้างในจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งไม่มีอะไรน่าสนใจมาก (ในทัศนคติของผมนะ) จะมีที่เดินออกไปข้างหลังเพื่อชมวิว แม่น้ำที่อยู่ด้านหลังเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งวิวน่าสนใจหน่อย ก่อนจะเดินเข้ามาแล้ว ประชุมกันตัดสินใจว่าจะข้ามไปเกาะฮ่องกง เพราะดูจากเวลาจะได้ไปกินข้าวเที่ยงที่นู้นพอดี และเชื่อว่าที่นู้นน่าจะมีอะไรน่าสนใจกว่า

                        เราเลือกนั่งรถมายังสถานีบริการเรือเฟอรี่ ระหว่างทางเห็นป้ายสองข้างทางเหมือนกับมีการจัดแข่งรถ มีคนวิจารณ์ขึ้นมาว่าอาจด้วยเมืองเขาเล็กจึงเลือกที่จะใช้ถนนที่ใช้สัญจรปกติเป็นเวทีประลองรถแข่งเลย

                        มาถึงสถานีเรือข้ามประเทศ พวกเราเลือกที่ใช้บริการเรือ First Ferry เพื่อไปยังเกาลูน ค่าบริการก็ตกประมาณ 140 เหรียญฮ่องกง ใช้เวลาประมาณ 70 นาทีก็มาถึงประเทศฮ่องกง ซึ่งจะมองเห็นตึกสูงที่ตั้งประจันหน้าเข้าหากันเป็นวง แล้วระหว่างตัวตึกจะมีช่องกว้างใหญ่ ซึ่งผมเคยได้ยินว่า เป็นตึกที่สร้างตามฮวงจุ้ย เชื่อกันว่าเพื่อให้มังกรวิ่งผ่านไปมาระหว่างตึกได้

                       มาถึงฮ่องกงแม่พยายามใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อติดต่อกับเพื่อนที่อยู่ที่นี่แต่ติดต่อไม่ได้ ติงกับพี่จิ้มเดินไปใช้อินเตอร์เน็ตสาธารณะบริการฟรีที่ทางสถานีบริการเรือ มีไว้ให้เพื่อเช็คเมล์ เพื่อดูเวลากลับและเที่ยวบินกลับประเทศไทยให้ชัวร์

                       เดินออกจากตัวตึกเดินไปทางขวามือก็เข้าสู่จิ๊มซาจุ๋ยซึ่งจะมีสินค้าช้อปแบรด์เนมมากมายมารอต้อนรับสองข้างทาง แต่ละคนบอกอากาศเมื่อมาถึงฮ่องกงตอนนี้กำลังเย็นสบายดี ไม่หนาวเหมือนที่มาเก๊า พวกเราค่อยๆ เดินเล่นกันอย่างสบาย

                       เดินมาได้หน่อย ก็มองดูแผนที่ที่บอกว่าเป็นสายถนนเดินตรงของถนนโอมาน (ไม่ใช่ต้องอ่านว่าถนนนาธาน อาจมีคนบอกไม่เป็นไรเป็นถนนดูดเงินเหมือนกัน)  โดยเริ่มจากสวนสาธารณะ ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปแวะหาร้านกินข้าว พอกินข้าวเสร็จก็เดินออกมาต่อ โดยเริ่มเข้าตามช้อปถี่ขึ้น

                       แต่แล้วผมก็มาหยุดที่ช้อปแห่งหนึ่งนานหน่อย เมื่อผมไปสะดุดเสื้อตัวหนึ่งเข้าให้ แล้วบอกว่าจะขอลองเสื้อตัวนี้ ซึ่งพอไปลองที่ห้องลองชุดก่อนจะเดินออกมาให้แม่กับน้องช่วยดูเพื่อเพิ่มความมั่นใจอีกที ซึ่งแม่กับน้องเห็นด้วยเลยซื้อเลย แต่หลังจานั้นผม พี่เป๊ป กับติงก็ลองเสื้อ และกางเกงกันอีกหลายตัว เลยเสียเวลาพอสมควรที่ช้อปนี้

                       ผมคิดว่าการซื้อของบอกอะไรเราได้หลายอย่าง ผมมักจะชอบเปรียบเทียบการซื้อหนังสือของผมไว้กับอะไรหลายอย่าง ผมมักจะเล่าเรื่องการซื้อหนังสือของผมให้เพื่อนๆ ฟัง ผมบอกว่า สมัยเมื่อก่อนตอนผมไปซื้อหนังสือที่งานสัปดาห์หนังสือแรกๆ หรือแม้แต่เลือกซื้อหนังสือจากตามร้านหนังสือ ผมมักจะเลือกซื้อหนังสือที่พอกลับมาอ่านแล้วพบว่าถูกใจเป็นจำนวนที่น้อยกว่าที่ซื้อมา ครั้งถัดๆ มา ก่อนผมจะไปเลือกซื้อหนังสือ ผมก็พยายามจะอ่านจนกว่าจะแน่ใจก่อนแล้วค่อยซื้อ เพราะครั้งแรกผมคิดว่าผมซื้อจากอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งผมก็ค้นพบว่าการซื้อหนังสือรอบหลังๆ จะเจอเล่มที่ถูกใจมากขึ้นจากจำนวนทั้งหมดที่ซื้อ แต่มันก็ครึ่งๆ

                       แต่พอไปเลือกซื้อบ่อยๆ เข้า จนหลังๆ มานี้ ผมมักจะเลือกซื้อหนังสือที่ถูกใจจำนวนมากขึ้นเทียบกับทั้งหมดที่ซื้อมา จนครั้งหลังสุดที่ไปงานสัปดาห์หนังสือผมเลือกซื้อหนังสือได้ถูกใจหมดครบร้อยเปอร์เซ็นต์

                       เพื่อนของผมคนหนึ่งบอก เพราะประสบการณ์เพิ่มขึ้น

                       ผมบอกว่า ถูกบางส่วน

                       เพื่อนอีกคนบอก เพราะจะซื้อหนังสือเล่มหนึ่งดูเป็นชั่วโมง

                       ผมตอบปฏิเสธ ผมบอกใช้เวลาตัดสินใจเลือกน้อยกว่า ครั้งแรกอีก

                       ผมคิดว่า อาจเป็นเพราะว่าผมเริ่มที่เข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่าตัวเองชอบแบบไหน ว่าตัวเองต้องการอะไร แทนที่จะเลือกซื้อหนังสือจากที่คนอื่นเขาบอกว่าดี หรือมันแค่ลดราคาเยอะ

                       หนังสือหลายเล่ม บางเล่มเคยอ่านแล้วไม่รู้สึกว่ามีอะไร บางครั้งเราเอากลับมาอ่านอีกครั้งอาจชอบมันทั้งที่ครั้งแรกไม่ชอบ หนังสือบางเล่มเราเคยชอบมาก บ่อยครั้งเอามาอ่านอีกกลับพบว่าไม่เห็นมีอะไรชอบไปได้อย่างไร เพราะบางทีจังหวะชีวิตหรือประสบการณ์ชีวิตแต่ละช่วงแตกต่างกัน ทำให้ความรู้สึกกับหนังสือเล่มเดียวกันแตกต่างกันได้

                       บางทีผมอาจเลือกหนังสือได้เหมาะกับช่วงชีวิตมากขึ้น

                       ถ้าถามผมว่าช่วงหลังมีเจอหนังสือที่คนอื่นบอกว่าดี มีรางวัลรับประกัน แล้วมาอ่านแล้วเราไม่ชอบบ้างไหม คำตอบคือมี แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุด Tk Park ถามว่าผมทำยังไง คำตอบคือผมจะหยุดอ่าน อย่างหนังสือชื่อ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวหนังสือรางวัลโนเบล ผมมาอ่านเกือบครึ่งเรื่องแล้ว แต่แล้วผมก็ตัดสินใจจะหยุดอ่าน ทั้งที่ผมว่าหนังสือแนวเขียนน่าสนใจดี บวกกับเนื้อหาก็มีทั้งให้แง่คิด และวางโครงน่าสนใจ แต่เมื่อผมอ่านแล้วไม่รู้สึกสนุก การฝืนมาถึงเกือบถึงครึ่งทางแล้วมาหยุด บางครั้งอาจทำให้รู้สึกเสียดายที่อุตส่าห์อ่านมาถึงขนาดนี้แล้ว แต่การหยุดอ่านกลับทำให้ผมรู้สบายใจมากกว่า เหมือนเดินทางที่เราไม่สนุกกับการเดินทาง ข้างหน้าอาจเจอสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบก็ได้ การหยุดเดินเพื่อมองหาทางเดินใหม่ที่เราน่าจะชอบ บางครั้งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

                       วันนี้ผมเดินออกจากร้านเสื้อด้วยความรู้สึกดี ทั้งทีได้แค่เสื้อตัวเดียว เพราะเสื้อตัวหลังที่แขวนหลายตัวก็ดูสวย แต่พอลองใส่กลับไม่เข้ากับผม

                        อย่างน้อยก็เจอรักแรกพบ เจอตัวนี้ใช่เลย ลองใส่แล้วซื้อเลย

                

                        เดินจากจิ้มซาจุ๋ยมาเรื่อยจนมาถึงย่านจอร์แดนแวะเข้าร้านแถวนี้สักพัก เราตัดสินใจว่าจะลองหาที่พักคืนนี้ แถวนี้ดู ซึ่งแต่ละที่เข้าไปไม่คิดว่าจะมาเจอที่พักที่ตัวตึกแต่ละชั้น เป็นย่านโคมไฟแดง จากที่ตอนแรกจะหาที่พักกลายเป็นได้รู้ ว่าคนฮ่องกงเขามีย่านโคมไฟแดงเป็นอย่างไร ผมเห็นผู้หญิงที่เดินเข้าไปในนั่น ถึงจะไม่ควรตัดสินใจว่าเธอทำอาชีพอะไร แต่ดูแล้วก็คิดว่าไม่น่าผิดพลาด ผมเลยได้เห็นเปรียบเทียบหญิงสาวบริการที่นี่กับประเทศกับทั้งสิงค์โปร์และประเทศไทย ซึ่งผมเองไม่เคยไปเที่ยวแบบกิจจะลักษณะหรอกครับ เพียงแค่ผ่านไปเห็น ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม

                        เรายังหาที่พักไม่ได้ แต่ตัดสินใจขึ้นรถไฟฟ้าไปย่านจิ๋มซาจุ๋ยก่อน เพื่อไปท่าเรือสตาร์ เพื่อชมดู Symphony of Light ระบำแสงไฟที่จะยิงมาจากตัวตึกฮ่องกง ที่จะเริ่มตอนสองทุ่ม แล้วจะได้หาที่นั่งพักแถวนั่นเพราะเดินมาทั้งวันแล้ว

                        ถ่ายรูปกับรอยนิ้วมือของเหล่าดาราฮ่องกง ตามถนนดวงดาว และดู Symphony of Light ที่แสดงสิบหานาทีเสร็จ พวกเราก็เดินกับเข้าย่านจิ๋มซาจุ๋ยอีกครั้งเพื่อหาที่พักคืนนี้ (เวลาตอนนั้นจะสองทุ่มกว่าแล้วยังไม่ได้ที่ซุกหัวนอน)

                        ซึ่งตอนหลังมาได้ที่พักบริเวณ Kimberley Rd. ย่านที่มีคนบอกว่ามีของช้อปสไตล์ญี่ปุ่นและฮ่องกง พอได้ที่พักเสร็จเราก็เดินมาร้านข้าวตามที่หนังสือแนะนำ พอกินอาหารเสร็จว่าจะเดินเที่ยวแต่แล้วก็เจอเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น

                        เมื่อเราต้องเจอฝนลงมาจากฟากฟ้าเม็ดใหญ่

                       ในที่สุดต้องตัดสินใจกลับที่พัก ซึ่งก็จำไม่ได้อีกว่าอยู่ตรงไหนกันแน่ เลยต้องให้ติงกับพี่เป๊ปวิ่งกันไปคนละทางว่าที่พักเราอยู่ที่ไหน โดยให้แม่ ผม น้องสาว พี่จิ้ม ยืนหลบฝนใต้ตึก ถ้าสองคนกลับมา แล้วบอกว่าเป็นทางไหนค่อยตามไป

                        ขณะยืนหลบฝนอยู่ ผมเกิดคิดถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา ผมคิดว่าถ้าใครคนนั้นมายืนหลบฝนด้วยกันกับผมตอนนี้ จะเป็นอย่างไง ผมกลับไปคิดถึงบางประโยคในหนังสือสองเงาในเกาหลี ของทรงกรดอีกครั้ง

                         ผมคิดว่าผมหาประโยคจบของฉากรัก ที่ผมคิดขึ้นขณะดู Symphony of Light ได้แล้วล่ะ

                        .....

                        เธอคงไม่ลืม รอย......

                   

 

 

 

                        หมายเหตุ ฉากรักใน Symphony of Light ติดตามได้ใน Hongkong9

edit @ 28 Jan 2010 15:59:21 by LoveisTime

Comment

Comment:

Tweet

ถึงนาธานที่ไม่ใช่โอมาน sad smile

#1 By Critical#Zeed on 2010-01-25 13:03