รักที่เริ่มต้นจากเพื่อนกับรักที่เริ่มต้นจากคนไม่รู้จักกันมาก่อนชอบแบบไหนมากกว่ากัน?

                       คำถามนี้ผลุดขึ้นราวกับปลาโลมาโดดพ้นผิวน้ำเพื่อเอาปากกระแทกลูกบอล ขณะที่สองเท้าค่อย ๆย่างกายเดินเข้าสู้ตัวเมืองมาเก๊า หลังจากเก็บสัมภาระที่โรงแรม และกินอาหารมื้อแรกที่มาเก๊าแล้ว

                       ผมกับพวกเรา 6 คนกำลังมุ่งหน้าไปยัง  เซนาโดสแควร์โดยก่อนหน้าที่จะเอาสัมภาระเข้าเก็บที่โรงแรม พวกผม 3 คน พี่จิ้ม ติง เดินผ่านมายังแถวนี้แล้ว โดยแวะเข้าไปเยี่ยมเยือนโบสถ์ที่ฝั่งตรงข้ามถนน ปากทางเข้าเซนาโดสแควร์มาก่อน

                      ขณะที่เท้าก้าวเดินจากโรงแรมที่พัก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเซนาโดสแควร์มา ในหัวผมคิดเรื่องหนึ่งขึ้น

                      แฟนที่เริ่มต้นจากเพื่อนกับเริ่มต้นจากคนไม่รู้จักกันมาก่อนแบบไหนดีกว่ากัน ?

                       บ่อยครั้งคืนก่อนจะมา ขณะนั่งเครื่องบินมา หรือนั่งรถเข้าเมือง ในแต่ละประเทศ ผมคิดว่าใครหลายคนที่มาประเทศหนึ่งประเทศใดเป็นครั้งแรกมักจะถามกับตัวเอง

                       มันจะเป็นอย่างไงบ้างว่ะ?

                       ตูจะเจอกับอะไรบ้างว่ะ?

                       มันจะสนุกหรือเปล่าว่ะ?

                       และผมก็มักจะมีข้อเสียที่ชอบเอาประเทศนั้นๆ ไปเปรียบกับผู้หญิงที่เราไม่รู้จักพูดคุยด้วย แต่อาจจะแค่เคยเห็นแค่เพียงบุคลิกหน้าตา หรือที่เคยฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเธอมาจากปากคนอื่น

                       ผมมักคิดว่าการได้เริ่มเดินทางไปประเทศเหล่านั่นก็เหมือนกับการที่ได้เริ่มรู้จักผู้หญิงสักคนด้วยตัวเอง หลังจากที่อาจที่เคยเห็นแค่รูปร่างหน้าตาหรือฟังจากคนอื่น

                       หนังสือไกด์บุ๊กที่อยู่ในมือก็ไม่ต่างจากการที่เรารู้จักใครสักคน เพียงจากคำพูดของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งบ่อยครั้งจากประสบการณ์ คุณอาจจะได้รับฟังข้อมูลของใครสักคนว่าเขาคนนี้เป็นคนอย่างไร จากบางคนซึ่งบางทีอาจเป็นเพื่อนสนิทของเขา หรือใครก็ตาม แล้วคุณอาจพบภายหลัง หลังจากที่ทำความรู้จักเขาคนนั้น ว่าไม่เป็นเหมือนอย่างที่คนพูดกันเลย ซึ่งโดยตัวผมว่าเกิน 90 เปอร์เซ็นต์เลยที่เป็นอย่างนี้

                        ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากมุมมองที่แต่ละคนพยายามมองหาจากคนหนึ่งไม่เหมือนกัน เพราะคนคนหนึ่งมีหลายแง่หลายมุมมาก การที่จะบอกว่าใครคนหนึ่งเป็นคนอย่างไร ในมุมของใครคนหนึ่งที่เขาไปเจอมา หรือเขาอยากให้เป็นหรือคิดว่าเป็นอย่างนั้น ก็อาจจะไม่เหมือนกับเรา ที่ไปเจอมา  

                        ผมชอบคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งที่ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้ก่อตั้งนิตยสาร A Day ชอบยกมาพูด บ่อยๆ เป็นคำพูดของนักร้องคันทรีอเมริกัน วิลลี่ เนลสันพูดไว้ว่า

                       ชีวิตมีสามด้าน คุณเป็นอย่างที่คุณคิดว่าเป็น คุณเป็นอย่างที่คนอื่นคิดว่าคุณเป็น และ คุณเป็นอย่างที่คุณเป็นจริงๆ

                       เมื่อไรที่คิดถึงประโยคนี้ บ่อยครั้งผมเองยังบอกไม่ได้เลยว่าตัวผมเป็นคนอย่างไร เพราะผมเองก็มักสับสน เอาชีวิต3 ด้านมาสลับปะปนกันบ่อย ไม่รู้ว่าสิ่งไหนที่ทำเป็นเราจริงๆ

                       อย่างนั้นการบอกประเทศใดประเทศหนึ่งว่าเป็นอย่างไร ในการมาไม่กี่วัน หรือ อยู่มานานแล้ว เหมือนที่ผมอยู่กรุงเทพ ผมว่ามันก็แค่มุมๆ หนึ่งของผม มุมที่บางที่ผมอยากให้เป็น หรือมุมที่ผมไปเจอมาซึ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน

                       อย่างนั้นการเดินทางมาเองโดยไม่อาศัยทัวร์ ในแง่หนึ่งอาจมีความเสี่ยงหลายอย่าง เสี่ยงที่อาจจะไม่เที่ยวในมุมที่เป็นจุดที่ใครๆ ว่ากันว่าน่าสนใจของประเทศนั้น เสี่ยงในแง่ความปลอดภัย และเสี่ยงในแง่อีกหลายๆ ด้าน

                       แต่ความเสี่ยงในหลายๆ แง่นั้นเอาความเสี่ยงเทียบกับ แง่มุมที่เราอาจได้เจอมาซึ่งเป็นแง่มุมที่เขาไม่ได้จัดไว้อย่างในทัวร์หรืออยากที่ประเทศเขาอยากให้เห็น เหมือนคนที่อยากบอกตัวเองกับคนอื่นรู้ว่าตัวเขาเป็นคนอย่างไร เมื่อเทียบกันแล้ว ใครหลายคนก็เลือกที่จะเสี่ยง มาด้วยตัวเอง

                       ผมมองว่าการที่เรารู้จักใครสักคนโดยเริ่มจากความเป็นเพื่อนแต่พอมาเป็นแฟนแล้ว อาจจะได้พบเขาในแง่มุมที่ต่างกัน เพราะแง่มุมของคนเป็นแฟนกับเพื่อนบางทีมันทำให้คนปฏิบัติตัวต่างกัน ผมว่าการเริ่มต้นชอบใครเริ่มต้นจากการเป็นเพื่อน หรือ จากคนไม่รู้จัก ในแง่ของการหลังมาคบหาเป็นแฟนแล้ว โอกาสที่จะคบกันแล้วประสบความสำเร็จ ไม่มีอะไรการันต์ตีได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน

                       แต่แล้วกับคำถามว่าชอบแบบไหนมากกว่ากันล่ะ?

                       ถ้าให้เลือกได้เลือกแบบไหนล่ะ?

 

                       เราเดินผ่านตามร้านช้อปปิ้ง ซึ่งยังไม่ได้สนใจเท่าไร จะมีสนใจร้านขนมมากกว่า ซึ่งมีหลายร้านที่เราแวะทาน ส่วนช้อปปิ้งเก็บไว้วันสุดท้าย เพราะเป้าหมายหลักของของการมาเซนาโดสแควร์ครั้งนี้ คือ ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล์

                       พวกเราเดินไปเรื่อยๆ ขณะที่แวะสองข้างทางเรื่อยๆ เช่นกัน เดินได้สักพักก็มาถึง ด้านทางขึ้นประตูโบสถ์เซนต์ปอล ผมเจอน้าคนไทยสองคนกำลังยืนถ่ายรูป ผมฉวยโอกาสนี้ขอให้เขาถ่ายรูปเรารวมหมู่พวกเรากับประตูโบสถ์ แลกกับคำขอบคุณจากพวกเรา โดยไม่มีโอกาสได้แลกประโยคสนทนามากว่านี้

                        เดินต่อพลางถ่ายรูปไปพลาง ก็เดินมาถึงประตูโบสถ์ ผมหยิบหนังสือที่ถืออยู่ขึ้นมาดูประวัติความเป็นมาของประตูโบสถ์นี้ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้เขียนบรรยายไว้ว่า “Ruins of St.Paul’s เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองมาเก๊าที่ทุกคนต้องมาเยือน (เออตูรู้ถึงมายืนอยู่นี้ไง)

                       โดยซากโบสถ์แห่งนี้คือส่วนที่เหลือของโบสถ์มาแตเดอิ (ผมคิด ชื่อเดียวกับโรงเรียนหญิงล้วนที่บ้านเรา)

                       สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1602 (ตูรู้ไปทำไมหรือ มีออกสอบไหม)

                       และเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยแห่งเซนต์ปอล (อ้าวไม่ใช่โรงเรียนหญิงล้วนหรือนี่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับโรงเรียนมาแตเดอิบ้านเรา ถึงใช้ชื่อเดียวกัน)   

                       เป็นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งแรกของชาวตะวันตกในดินแดนตะวันออกไกล (อ้อ อาจมีส่วนเกี่ยวอย่างนี้นี่เอง)

                       ที่พระนิกายเยซูอิตได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอะโคโปลิสแห่งมาเก๊า ว่ากันว่าหินที่ใช้สร้างประตูโบสถ์แห่งนี้ เป็นหินที่ชาวโปรตุเกสใช้ ถ่วงเรือสมัยที่เดินทางมาที่นี่ (ความน่าสนใจอยู่ที่หินถ่วงเรือนี่ใช่ไหม)

                       ต่อมาในปี ค.ศ.1835 (อันนี้ต้องจำไว้ปกติอาจารย์บ้านเราชอบออกสอบถามเรื่องพวกปี ค.ศ.นี้) ได้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ทำให้โบสถ์และวิทยาลัยได้รับความเสียหายทั้งหลังจน เหลือเพียงประตูหน้าและบันไดทางเข้า ซึ่งได้รับการบูรณะใหม่ ปี 1991 (จำปี ค.ศ.ให้ดี เดี๋ยวใครมาถามไปเที่ยวมาแล้วได้อะไรมาจะได้ตอบได้) อีกครั้งจนเป็นมรดกโลกในปัจจุบัน

                       คนเขียนให้ความเห็นว่า ถึงจะเหลือเพียงซากเท่านี้ แต่ยังรู้ซึ่งได้ถึงพลังศรัทธาไม่ต่างจากในอดีต(ผมคิด พลังศรัทธาอะไรว่ะ ทำไมตูไม่รู้สึก ถ้าจะให้รู้สึก ความรู้สึกน่าจะเป็นอดีตของยุคการล่าอาณานิคมของโปรตุเกส ที่สามารถทิ้งซากอารยธรรม ส่งกลิ่นไอจากในอดีตถึงปัจจุบัน)

 

                        ผมเดินขึ้นไปชั้นสองของประตูโบสถ์ที่เขามีบันไดให้ขึ้น ได้ชมวิวบ้ารเรือน คาสิโนมาเก๊าผ่านช่องประตู พร้อมถ่ายรูป ก่อนจะลงมาแล้วเดินไปยังด้านหลังประตูโบสถ์ ซึ่งในหนังสือไกด์บุ๊กระบุว่า เขาจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศาสนา เพื่อรวมภาพเขียน (เห็นภาพคนถูกตรึงไม้กางเขน) และจัดแสดงอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีการทางศาสนา สไตล์ชิโนโปรตุกีสและอินโดโปตุกีส ซึ่งทำจากงาไม้ และเงิน นอกจากนั้นยังเป็นที่ตั้งหลุมฝังศพบางหลวง วาลิกนาโนผู้ก่อตั้งโบสถ์ (ซึ่งผมไม่แน่ว่าอยู่ตรงไหน แต่ไม่ได้ตามหาดู ก็เดินออกมาก่อน)

                        พวกเราเดินกันมาต่อยังพิพิธภัณณ์มาเก๊า ซึ่งด้านหน้าทางเข้าจะมีอุปกรณ์ตรวจก่อนให้เดินเข้า พอเดินผ่านประตูมาได้ ก็จะสะดุดกับรูปปั้นหนึ่งที่ทำให้ผมคิดถึงนิยายกำลังภายในเรื่อง เจาะเวลาหาจิ๋นซีนิยายที่พูดถึงพระเอกในโลกยุค 21 เดินทางกับไปยังโลกอดีตด้วยกระสวยอวกาศไปยังสมัยเลียดก๊ก และได้ไปมีส่วนสำคัญในการช่วยจิ๋นซีฮ่องเต้ร่วมรวมประเทศจีนเป็นแผ่นดินเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

                        ซึ่งผมก็พยายามทำอารมณ์แบบเดียวกับพระเอกเรื่องนี้ ว่าตัวเองกำลังเดินย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์มาเก๊า แต่ความรู้สึกมันไม่ได้ ยิ่งโดยเฉพาะตอนโดนผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์มาขอให้ระงับถ่ายรูป แต่ก็ยังมีแอบถ่ายอีกนิดๆ ที่นี้ไม่มีอะไรมากนอกจากพยายามเอาวัตถุรูปภาพและงานศิลปะต่างๆ เครื่องแต่งกายมาโชว์ให้เห็นอดีตความเป็นมา จะมีที่แสดงอาคารบ้านเรือนที่ดูน่าสนหน่อยซึ่งผมแอบถ่ายภาพมาแบบเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรมาก สักพักก็เดินขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงชั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นทางออกไปยัง จุดชมวิวป้อมปราการเมาท์ฟอร์เทรส

                       โดยในหนังสือในมือผมระบุว่า สร้างขึ้นเมื่อปี 1617-1626 (เอาเพื่อนๆ ที่อ่านอยู่รีบจด)

                       ใช้เป็นปราการที่สำคัญในการป้องกันเมือง เพื่อป้องกันดัตซ์รุกราน (จะเห็นได้ว่ามีปืนใหญ่อยู่ แต่เอ ผมสังเกตเห็นเวทีคอนเสิร์ตด้วย สงสัยอาจมีจัดแสดงดนตรี หรือกิจกรรมอย่างอื่นอีกบนนี้)

                        ผมเดินดูรอบๆ เพื่อชมตัวเมือง ตึกราบ้านช่องของมาเก๊า เดินดูสักพักก็เดินลงมาข้างหลัง ชั้นที่เขามีของที่ระลึกเพื่อจะรอคนอื่นๆ

                       รอได้สักพักก็กลับมารวมตัว โดยคราวนี้ตัดสินใจว่าจะเดินเที่ยวไปและหาของกินตอนเย็นแล้วไปเข้าคาสิโนมาเก๊า

 

                       พอเย็นลงใกล้ค่ำเข้ามาเรื่อยๆ อากาศที่นี่ก็เย็นลงเรื่อยๆ จากตอนแรกที่มาตอนกลางวันก็จัดว่าหนาวอยู่แล้ว แต่พอตอนเย็นหนาวมากพวกเราเดินไปยังคาสิโนก่อน เพราะเดินตามด้านนอกหนาวมาก เลยเข้ามาหลบในคาสิโนก่อน เพราะยังเลือกหาร้านกินข้าวไม่ได้   

                        ในคาสิโนนอกจากเล่นการพนันแล้ว ยังมีโชว์แสดงระบำ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี บรรยายว่า ผู้หญิงสามคนใส่จีสตริงตัวเดียว หน้าตารูปร่างเหมือนสาวรัสเซีย ทั้งสามคนออกมาเต้นให้ดู ใครบางคนพูดกับผมระบำเต้นโชว์ก้น (ผมคิดเพราะเน้นโชว์ก้น เป็นหลัก) ก่อนจะบอกก้นสวยดีทั้งสามคนเลย (ผมคิดออกแล้วใครคนนั้นคือติง) ก่อนจะบอกกับผมว่า ฝรั่งเนอะ แต่ไม่ใหญ่มาก(ไม่ต้องอธิบายมากน่าจะรู้ว่าหมายถึงสองส่วนไหน)

                        ติงบอกไม่มีอะไร ไม่ได้น่าสนใจมาก         

                        (ผมคิดถึงเรื่องหนึ่ง แม่ผมเคยเล่าให้ฟังถึงพระองค์หนึ่งที่ดูหมอ แม่บอกพระองค์นี้คนไปดูแน่นมาก พวกดารา ขนาดคนที่งานแสดงเยอะๆ ยังไปดู ก่อนจะมีสะเดาะเคราะห์ให้ตามดวงแต่ละคน แม่ถามผมว่า ขนาดพวกคนใหญ่คนโต พวกดาราดังๆ งานมันก็เห็นว่าเยอะขนาดนั้นแล้ว ทำไมยังไปรอเข้าคิวเพื่อจะมากันเยอะมาก แม่ถามว่าเพราะอะไร ผมถามแม่กลับไปว่า เต้นระบำโป๊ทำไมต้องมีเสา ทั้งที่แก่นแท้ของคนดูหรือเต้นไม่ได้อยู่ที่เสา)

                        ผมคิด เออทำไมต้องมีเสา?

                        เดินมาได้สักพักพอทำความเข้าใจว่าที่นี้มีเครื่องเล่นอะไรบ้าง น้องผมก็ลองเสี่ยงโชค ได้แป๊ปเดียวก็ต้องถอยหลัง ออกมาหาร้านกินข้าว ได้แต่ฝากบอกว่าจะมาแก้มือใหม่ (ผมคิดในใจ เก็บเงินไว้ช้อปปิ้งดีกว่าไหม)  

                        ซึ่งร้านแถวคาสิโนที่เห็นใกล้เมื่อกี้ที่เข้าไปไม่มีร้านอาหารไหนน่าสนใจ เราตัดสินใจว่าจะไปร้านอาหารแถวที่พัก แต่แล้วขณะเดินกลับมาเราก็ตัดสินใจที่จะเลือกกินอาหารต้องข้ามถนนกับห้างนิวเยาฮัน ก่อนกินเสร็จคุยกันว่ากลับที่พักก่อน แล้วค่อยคุยกันว่าเอายังไงต่อเพราะสามทุ่มได้แล้ว  

 

                        พอเดินกลับมาถึงที่พักก็เจอ สิ่งที่บอกว่าอยากเจอก็ใช่ ไม่อยากเจอก็ใช่         

                        ไอ้เรื่องตื่นเต้นนา ใช่อยากเจออยู่

                        แต่กลับมาแล้วคนมายืนออหน้าโรงแรมกันให้วุ่นนี่ซิ ยิ่งมองดูคนที่มายืนน่าเป็นลูกค้าโรงแรมด้วย

                       ตำรวจเพิ่งเดินลงมาจากรถตำรวจด้วยน่าซิ

                       แต่สำคัญสุด เสียงที่ดังไม่ขาดสายนี่ซิ (ชิปหายแล้ว เสียงสัญญาณไฟไหม้นี่ว้า)

                       ผมพยายามมองโลกในแง่ดี ว่าเขาคงเปิดสัญญาณไฟไหม้เล่นมั้ง (ไม่น่าใช่ว่ะ)

                       นั้นใครไปกดเล่น (อ้าวแล้วมันมีให้กดเล่นด้วยหรือ)

                       ผมเดินเข้าไปในตัว Lobby หน้าโรงแรม สังเกตเห็นคนที่ยังเดินลงมาจากลิฟต์ไม่ขาดสาย พร้อมกับคนที่ยืนออแถวนั้นที่คงจะคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่บางคนพยายามจะถามเจ้าหน้าโรงแรมว่าเกิดอะไรขึ้น (ไฟไหม้จริงยังไม่หลบกันอีก ไม่กลัวตายหรือว่ะ) 

                       ก่อนที่ผมจะเดินออกมาหน้าโรงแรมแล้วพยายามสังเกตดูว่า ถ้าเกิดไฟไหม้มันใช่ชั้นเราไหมอย่างน้อยก็ดูจากห้องที่มีแสงไฟออกมา แสดงว่าไฟไหม้ เพราะห้องเราตอนออกปิดไฟไว้ ซึ่งได้คำตอบว่าไหม้ ไม่น่าจะไหม้ห้องเรา (เอาว่ะ ไหม้พอน้อย แต่ก็อดคิดไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าคืนนี้กูจะนอนไหนว่ะเนี้ย ปกติไม่เคยจองโรงแรม เที่ยวนี้จองโรงแรม งานนี้ได้นอนข้างถนนสมใจสักที)

                       ก่อนจะเดินไปหาแม่ที่ในโรงแรมอีกครั้ง แล้วแม่บอกว่าถามพนักงานแล้ว พนักงานบอกว่ากำลังตรวจสอบอยู่ แล้วถ้าไม่มีอะไร  ซึ่งไม่น่ามีอะไรอีกสิบนาทีก็จะขึ้นห้องได้ (โดยปกติเป็นที่เมืองไทยพนักงานพูดอย่างนี้ต้องบวกเวลาใช่ไหม ใช่ที่นี้ก็ต้องบวกเหมือนกัน เอาเป็นว่ารอกันไป ขอไม่ให้เกิดอะไรใช้ได้) ผมเดินออกไปรอข้างนอก

                       ติงบอก สัญญาณไฟน่าจะเกิดจากคนจุดบุหรี่ แล้วควันหรืออะไรไปเข้าอุปกรณ์ปล่อยน้ำ ตอนนี้คงเช็คดูว่าเกิดจากห้องไหน(ผมคิดใครว่ะ น่าเอาพื้นรองเท้าสัมผัสสักที แต่ทำไมเช็คตั้งนานไม่เจอสักที)

                       ยืนอยู่ได้สักพักเริ่มรู้สึกตัวว่าอากาศข้างนอกนี้หนาวๆ เลยเดินเข้าไปข้างในดีกว่า เพราะดูเหมือนเขาเริ่มเปิดให้คนขึ้นลิฟต์กับขึ้นไปแล้ว สถานการณ์น่าจะเรียบร้อย

                       เราคุยกันว่าคืนนี้คงไม่ออกไปไหนแล้ว เพราะอยู่ดูสถานการณ์ว่าถ้าเกิดมีอะไรดังจะได้รีบเก็บกระเป๋าลงมาดีกว่า ทุกคนตกลงตามนี้ ในที่สุดทุกคนก็เข้าห้องของตัวเอง

                       ขณะที่กำลังจะนอนแล้ว อยู่ดีๆ เราก็คุยกับไปเรื่อยๆ คุยไปคุยมาเกือบ 2 ชั่วโมง ถึงเที่ยงคืนแล้ว

                       แปลกที่เรื่องที่คุยกับไม่ใช่เรื่องเที่ยววันนี้ ไม่ใช่เรื่องสัญญาณไฟไหม้เมื่อกี้ หรือเรื่องเที่ยววันพรุ่งนี้ แต่เป็นเรื่องน้องๆ เพื่อนๆ ที่ทำงานที่เมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องจีบสาวๆ ของน้องๆ

                       ก่อนจะวกเข้าเรื่องตัวเอง ก่อนติงจะพูดกับผมประโยคท้ายๆ ก่อนนอน

                       ผมไม่เหมือนคุณนี่ ถ้าเป็นผมอย่างน้อยต้องเริ่มจากอย่างน้อยต้องเริ่มจากคนรู้จักกันก่อน หรือมีคนแน่นำให้

                       ผมคิดอะไรอยู่อย่างหนึ่งแต่ไม่ได้ตอบติงไป ผมคิดว่า

                       ผมก็อยากอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยได้รู้จักก่อน หรือมีคนแน่นำให้ก็ยังได้รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไงบ้าง ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

                       แต่เวลาเราชอบใคร มันเลือกไม่ได้นี่หว่า

Comment

Comment:

Tweet