แสงของหิ้งห้อยหนุ่ม                       ส่องแสงคล้ายกับเวลาที่เราเปิดไฟหน้ารถเวลาโพล้เพล้หรือเวลาที่ฝนตกฟ้าคะนองในตอนกลางวัน เราไม่ได้เปิดไฟเพราะอยากมองเห็นทาง เราอยากให้เพื่อนร่วมทางมองเห็นเรา                           เช่นเดียวกันกับเจ้าแมลงหนุ่มตูดสว่าง มันไม่ได้ตั้งใจกระพริบแสงไฟเอาไว้นำทาง มันแค่อยากให้                        หิ่งห้อยสาวมองเห็นมันอยู่ในสายตาบ้าง เท่านั้นเอง <ทรงกรด บางยี่ขัน เปรียบเทียบไว้ในหนังสือ นายเท้าซ้าย เด็กชายเท้าขวา>                         เครื่องบินเที่ยวกรุงเทพ-มาเก๊า ที่กำลังจะออก ยังไม่ได้ออกสักที เพราะมีปัญหาที่นั่ง ที่นั่งสลับที่นั่งกันไม่นั่งตามหมายเลขตัวเอง ปัญหาเกิดจากที่นั่งแถวข้างหน้าตัวเครื่อง แต่ผมนั่งอยู่แถวหลังๆ ผมเลยไม่ค่อยสนใจ ผมสนใจหนังสือที่ผมหยิบติดมือมาจากที่บ้าน สำหรับมานั่งอ่านระหว่างเดินทางช่วงเวลาไม่มีอะไรจะทำ อย่างบนเครื่องบิน                         หนังสือเล่มที่ผมนำติดตัวมาด้วย เป็นหนังสือซื้อตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (ขณะปัจจุบันเป็นกลางเดือนพฤศจิกายน) แต่ยังไม่ได้อ่านสักหน้า เพิ่งจะหยิบเอามาอ่านกับการเดินทางรอบนี้ เพราะทยอยอ่านหนังสือเล่มอื่นที่ซื้อมาพร้อมกันก่อน                         หนังสือกับการเดินทางสำหรับผมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเดินทาง เพราะถ้าเราเลือกหนังสือเล่มที่มาอ่านไม่ดี โอกาสที่จะเปลี่ยนหนังสือเล่มอื่นมาอ่านแทนแทบจะไม่มี เพราะการเดินทางด้วยเป้ใบเดียว การเอาหนังสือมาหลายเล่มเป็นสิ่งทีพะรุงพะรังเกินไป เพราะถ้าเลือกหนังสือที่เอามาแล้วเราอ่านไม่สนุกความตั้งใจของเราที่จะใช้หนังสือมาฆ่าเวลาที่น่าเบื่อบนเครื่องบินนี้ อาจเป็นสิ่งซ้ำเติมความน่าเบื่อไป                        และที่สำคัญสุด หนังสือที่เราอ่านระหว่างการเดินทางนั้น จะมีส่วนของเงาทับทาบกับการเดินทางครั้งนั้น จะโดยที่บางทีรู้ตัวและไม่รู้ตัว จนเป็นเนื้อทางเดียวกับการเดินทาง                            หนังสือรอบที่แล้วที่ผมพกติดตัวมาด้วยตอนไปมาเลเซีย ชื่อ ชายคนที่ทำให้เทพธิดารอคอยหนังสือร่วมรวมเรื่องสั้นของนักเขียนรางวัลโนเบล มีตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ที่ผมชอบมาก ขณะอ่านในห้องพักที่กัวลาลัมเปอร์ชื่อตอนว่า ตามหามิสเตอร์กรีนซึ่งติง เพื่อนที่ไปด้วยกันเอามาอ่านหลังจากกลับเดินทาง แล้วบอกว่าตอนที่ผมชอบไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่ชอบ (ซึ่งผมคิดว่าเป็นไปได้ ที่ติงจะไม่ชอบแล้วผมชอบ เพราะตอนที่ผมอ่านตอนนั้นมีอะไรบางอย่างทับทาบกับการเดินทางครั้งนั้นพอดี ทำให้ผมชอบ)                        ขณะที่ผมกำลังจะเริ่มอ่านบนเกริ่นของหนังสือ มังกรเซนของวินทร์ เลียววาริณ สายตาของผมก็สะดุดไปหยุดอยู่                        สายตาคู่หนึ่ง                                                    ของหญิงสาว                         ที่เธอน่าจะโดนไล่มาจากแถวข้างหน้า เพราะไปนั่งผิดที่ เธอค่อยๆ เดินไปนั่งที่นั่งข้างน้องสาวผม พวกเราหันไปยิ้มทักทายเธอ เธอหันมายิ้มกลับ                         น้องสาวผมหันมาถามผม จะแลกที่นั่งกันมั้ย                            ผมหยุดคิดนิดหนึ่งขณะหันไปมองด้านข้างเธอ แม่ผมบอกเธอน่ารักดี เรียกว่าสวยเริดเลยละ ผมคิดเธอจะไม่ได้ยินที่น้องสาวผมพูดหรือว่ะ แล้วถ้าผมสลับที่กับน้องมันแสดงเจตนารมณ์เกินไปหรือเปล่า                        ผมบอกปฏิเสธน้อง บอกนั่งตรงนี้นี่แหละ                             ผมหันไปมองหน้าเธออีกครั้งก่อนเครื่องจะออก สงสัยว่าผมตัดสินใจถูกหรือผิดที่ไม่สลับที่นั่งกับน้อง ไม่รู้เพราะอะไรมองเธอแป๊ปเดียว เธอหันมายิ้มให้ ผมไม่แน่ใจความหมายโดยนัยรอยยิ้มคู่นั้น ว่าเธอหันยิ้มให้ ด้วยมิตรภาพทั่วไป หรือปฏิกิริยาปกติเวลาหญิงสาวปะทะสายตาชายหนุ่ม หรือเขินอาย หรือส่งสัญญาณอะไรให้                        เครื่องบินกำลังจะออกแอร์โฮสเตสคนหนึ่งเดินมาบอกชายชาวจีนข้างผมให้เอาเก้าอี้ที่นั่งมาวางให้ปกติแล้วคาดเข็มขัด ผมเพิ่งสังเกตว่าตั้งแต่นั่งเครื่องบินมาหลายรอบ มีไฟท์นี้ที่ผมขึ้นถึงจะเจอแอร์โฮสเตสหน้าตาดี น่ารักหน่อย                          ผมกลับมาอ่านหนังสือที่อยู่ในมือ ถึงท่อนที่                        แนวคิดแบบสื่อสารกันด้วยหลักใจต่อใจ หรือการสัมผัสความจริงด้วยใจของเซนนี้มีมานานร่วมสองพันปีแล้ว และหากจะนับตำนานการสืบทอดธรรมของพระพุทธเจ้าก็เกินสองพันห้าร้อยปี                        ในพระสูตร เมื่อกาลครั้งโน้น ท้าวมหาพรหมน้อมถวายดอกไม้เป็นพุทธบูชา แล้วกราบทูลให้ทรงแสดงธรรม พระพุทธองค์จึงทรงชูดอกไม้ดอกหนึ่งขึ้นท่ามกลางสันนิบาต มิได้ตรัสอันใด ไม่มีผู้ใดเข้าใจในความหมายนั้น มีเพียงแต่พระมหากัสสปะยิ้มน้อยๆ อยู่ผู้เดียว                          แม่พูดกับผมว่า ไม่สนใจสลับที่กับน้องจริงๆ หรือ เดี๋ยวจะมาเสียดายทีหลังแม่บอก เธอหน้าตาสวยเด่นบวกรูปร่างจัดว่า Perfect เลย                            ผมปฏิเสธแม่ พร้อมคิดในใจว่า หลังจากเห็นเธอชัดๆ ว่า ถ้าเปรียบเทียบแอร์โฮสเตสที่สาธิตอุปกรณ์นิรภัย แถวหน้าเราเมื่อกี้ แล้วผมมองเธอขณะกำลังยืนสาธิตจนหน้าแดง ผมว่าแอร์คนนั้น ยังน่ารักกว่า                        ผมหันไปมองหน้าเธอ ที่ข้างน้องผมอีกครั้ง พร้อมกับเธอส่งยิ้มให้ แล้วผมส่งยิ้มกลับ                         ผมว่าปฏิกิริยาอะไรบางอย่างของคนสองคน บางครั้งเป็นเรื่องที่คนภายนอกดูแล้วอาจไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือยากจะเข้าใจ เหมือนๆ กับกรณีเกย์ชายเดินเข้าไปจีบเกย์หญิงโดยที่คนรอบข้างอาจไม่รู้เลยว่าเขากำลังเดินเข้าไปจีบ หรือแม้แต่ไม่รู้ว่าคนทั้งคู่เป็นเกย์ แต่ทำไมเกย์ชายถึงรู้ว่านั่นเป็นเกย์หญิง เพราะปฏิกิริยาบางอย่างอาจจะเรียกว่าใจสู่ใจถึงใจต่อกัน                       หรืออีกกรณีหนึ่งคู่ผู้ชายผู้หญิง คนรอบข้างอาจสังเกตได้ถึงปฏิสัมพันธ์ทั้งคู่ที่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีทีท่าโกรธเมินเฉย อีกฝ่าย คนรอบข้างอาจมองไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนของฝ่ายใดอาจไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีคำตอบจากปาก เพราะคำพูดบางคำพูดอาจเห็นว่าเป็นคำพูดพะรุพะรัง อธิบายไปก็ไม่เข้าใจและอาจทำให้อีกฝ่ายเสียหายดูเป็นคนไม่ดีของคนรอบข้าง หรือบางทีอธิบายไปเขาก็ไม่เข้าใจอย่างที่เราอธิบาย แต่เขาอยากเข้าใจอย่างที่เขาอยากให้เป็นอย่างนั้น                       แต่บางที่จะมีคนอยู่หนึ่งคนที่เห็นอาจรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นโดยที่ไม่ต้องถาม แต่ก็รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นแล้ว เหมือนกับที่พระมหากัสสัปะส่งยิ้มน้อยๆ เมื่อพระพุทธเจ้าส่งชูดอกไม้                        อย่างนั้นปฏิกิริยาของคนสองคนสบตาแล้วหลงรักกันอย่างในหนังหรืออย่างในมิวสิกเพลง อาจเป็นเรื่องที่ดูเหมือนเพ้อฝัน เพ้อเจ้อ สำหรับใครบางคน ที่มองเห็นคนสองคนที่ยังไม่ได้ทำความรู้จักกันจะตกหลุมรักอะไรกันมากมายขณะนั้น แต่สำหรับคนบางคนที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองย่อมรู้ดี                         ผมว่าสำหรับผู้หญิงการเป็นหญิงสวยน่ารักสะดุดตาบางทีอาจไม่เพียงพอให้ชายบางคนหันกับมาสนใจ แต่มีอีกวิธีหนึ่งซึ่งผู้หญิงน่าจะรู้ดี ผมเรียกมันว่า วิธีเรียกร้องความสนใจ วิธีเรียกร้องความสนใจเป็นวิธีที่ผู้หญิงใช้อยู่แล้วได้ทั้งกับผู้ชายที่ทั้งรู้จัก กับ ทั้งไม่รู้จัก                       ซึ่งกรณีที่เพิ่งเห็นหน้ากันครั้งแรกก็ใช้เพื่อให้เขาหันกลับมาเห็นตัวเองอยู่ในสายตา (คล้ายๆ แสงของหิ่งห้อย)                         แต่ถ้ากรณีเคยรู้จักเคยเห็นหน้ากันอยู่แล้ว บางทีก็ใช้เพื่อดูอีกฝ่ายว่าจะมีปฏิกิริยายังไงเมื่อเห็นตัวเอง                       ซึ่งสำหรับคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วเกิดประทับใจผู้หญิงสักคน มักมีเหตุผลสองหลักใหญ่ๆ นอกจากเรื่องรูปร่างหน้าตาแล้ว ก็คงเป็นวิธีเรียกร้องความสนใจของผู้หญิงคนนั้น                        เครื่องบินมาได้เกือบ 2 ชั่วโมง อีกประมาณครึ่งชั่วโมงน่าจะถึงมาเก๊า ผมเดินไปเข้าห้องน้ำ แอร์โฮสเตสคนที่ผมว่าน่ารักรีบเอาตัวมาขวางผมขณะที่ผมจะเปิดประตูห้องน้ำ                       เธอทำมือพร้อมกับบอกให้ผมรอสักครู่นะคะ ก่อนเดินข้างห้องน้ำแล้วปิดประตูใส่หน้าผม                        ผมคิดในใจพร้อมทำหน้าเครื่องหมายคำถาม เธอเข้าไปทำอะไรหรือ เข้าหนักหรือเข้าเบา หรือเข้าไปทำความสะอาดห้องน้ำ                       ถ้าเข้าไปทำความสะอาดห้องน้ำทำไมถึงกับต้องตัดหน้าผมเข้าไปเลยหรือ รอให้ผมเข้าก่อนซักคนก็ได้                          หรือเธอปวดมากจริงๆ                      ขณะที่ผมยืนรอ ประตูห้องน้ำไม่เปิดออกมาสักที ผมคิดเรื่องหนึ่งที่ วิชัยเขียนไว้ในหนังสือสิ่งมีชีวิตในโรงแรม เล่าเรื่องเพื่อนที่ไปสัมภาษณ์เป็นแอร์โฮสเตส แล้วถูกคนสัมภาษณ์ถามว่า ถ้าเกิดมีอารมณ์ทางเพศอย่างรุนแรงขึ้นมาขณะทำงานจะทำยังไง                          วิชัยถามเพื่อนว่า แล้วมึงตอบไปว่ายังไง                          เพื่อนวิชัย กูก็ตอบว่าทำงานต่อไปซิ จะให้กูตอบว่าแอบไปช่วยตัวเองหรือไง                          ผมสลัดความคิดนี้ออกจากหัวทันทีเมื่อได้ยินเสียงกดชักโครก สักพักประตูห้องน้ำบานที่เธอเข้าไปเมื่อกี้ก็เปิดออก                      เมื่อกี้เข้าไปทำอะไรหรือครับผมคิดคำนี้อยู่ในใจ ทั้งที่อยากจะถามออกไป แต่ใครจะกล้าถาม                       ผมเดินเข้ามาในห้องน้ำคิดอยู่ในใจ ว่าทำไมมีกลิ่นหอมว่ะ หรือเธอเข้ามาทำความสะอาดจริงๆ แล้วทำไมเธอต้องตัดหน้าผมเพื่อทำความสะอาดด้วย ผมว่าผมรู้เหตุผลจริงๆ ...                        ขณะที่เครื่องกำลังจะลงแอร์โฮสเตสคนดังกล่าวเดินเข้ามาบอกผู้โดยสารข้างกายผมให้คาดเข็มขัดพร้อมกับเอาที่นั่งขึ้น ก่อนสักพักเครื่องบินลงรันเวย์แล้วผมจะไม่ได้เจอเธออีก                        พวกเราลงจากเครื่องก็ผ่านอากาศที่มาเก๊าตอนนี้หนาว ยิ่งเปรียบเทียบกว่าที่กรุงเทพ ยิ่งหนาวกว่ากันเยอะ พวกเรารีบวิ่งเข้าในตัวอาคาร ก็เจอด่านตรวจคนเข้าเมืองที่คนเข้าคิวต่อแถวกันอยู่เยอะ                        ตอนหลังติงกับพี่จิ้มเดินมาสมทบเพราะตอนนั่งเครื่องบินนั่งแถวห่างไกลกัน แม่พูดถึงหญิงสาวคนที่นั่งข้างน้องสาวผม บอกกับติงกับพี่จิ้มว่าเห็นกลุ่มที่มาที่หลังไหม น่ารักดี โดยเฉพาะคนที่นั่งข้างน้องสาวผม                        ติงบอกว่า กลุ่มที่เครื่องจะออกแล้วใช่ไหม เห็นได้ยินว่า รถที่เขาโดยสารมามีปัญหาอะไรซักอย่างเลยมาขึ้นเครื่องช้า                      แม่บอก ใช่ กลุ่มที่มาหลังสุด                       ผมคิดแล้วมายังไม่ยอมนั่งตามหมายเลขตัวเองอีก                       พี่จิ้ม ติงถามว่ากลุ่มนั้นไปอยู่ที่ไหน ผมมองหา ก่อนชี้ให้ดูว่ายืนอยู่ตรงที่กรอกเอกสารเข้าเมือง ยังไม่ได้เดินเข้ามาต่อแถว ติงพยายามมอง แต่เห็นไม่ชัดเพราะคนบังอยู่                        สักพักเราเดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองออกมาพร้อมกัน ผมเดินออกมาแลกแบงก์จากแบงก์ใหญ่เป็นแบงก์ย่อยไว้สำหรับเป็นค่าโดยสารรถประจำทาง เพราะค่าโดยสารที่นี่ตรงจ่ายให้ตรงไม่มีทอน หลังจากนั้นก็เดินไปหารถที่เราจะขึ้นเพื่อจะไปยังที่พักที่จองไว้ ซึ่งในแผนที่ไม่มีรถเมล์คันไหนวิ่งจากแอร์พอร์ตไปที่พัก ต้องไปลงจุดอื่นแล้วเดินต่อหาอีกที                        แม่ยังพูดถึงหญิงสาวคนนั้นกับกลุ่มของเธอมาอีก แม่บอก ว่าไม่รอพวกเธอก่อนหรือ เพื่อจะได้เข้าตัวเมืองไปพร้อมกัน                           ผมบอกปฏิเสธ                       แต่ติงบอกน่าจะรอก่อน                       แม่บอกว่า เพราะผมเป็นอย่างนี้ มัวแต่ฟอร์มมาก                           ผมบอกว่า ผมว่าคนที่เป็นแอร์ยังน่ารักกว่า(ผมพูดชื่อเธอที่ได้ยินออกไปด้วย)                       แม่บอกไม่จริง คนนี้สวยกว่า                       แม่กับติงเห็นพร้อมกันว่าน่าจะรอสักพักเดี๋ยวกลุ่มพวกเธอก็ออกมาแล้ว                       ใครคนหนึ่งถามว่าทำไมเธอถึงออกมาช้า                       ผมบอกว่า น่าเป็นเพราะคงมัวกรอกเอกสารอยู่                       ก่อนจะหันไปบอกน้องสาวว่า เมื่อกี้เห็นเขากรอกเอกสารไม่ได้บนเครื่อง น่าจะบอกให้ผมช่วยกรอกให้ จะได้รู้ชื่อ รู้เบอร์โทรศัพท์เลย (นี่ขนาดปากบอกว่าไม่สนนะ แต่ผู้ชายคือผู้ชายเนอะ)                        แม่บอกตั้งแต่อยู่บนเครื่อง เพื่อนเธอคนที่เป็นผู้ฉิ่ง (ผมเขียนไม่ผิดนะ) คนที่นั่งแถวข้างหลังว่าพยายามสังเกต ว่าพวกเราจะมีปฏิกิริยากับเพื่อนเขายังไงบ้าง                        ผมบอกว่าตอนผมลงเครื่องเห็นพวกเธอยังยืนอยู่ สังเกตสาวคนหนึ่งในกลุ่มคนเสื้อขาว หน้าตาน่ารักเหมือนกัน ยิ้มให้ ไม่รู้เขาเอาพวกเราไปพูดอะไรให้เพื่อนเขาฟังบ้างหรือเปล่า                        รอมาได้สักพักผมบอกว่าเราน่าจะไปกันได้แล้ว เพราะไม่เห็นพวกเธอออกมาสักที แล้วเรายังต้องถามทาง ว่าเราจะไปที่พักอย่างไงอีก                       แม่ถามผมว่าแน่ใจหรือ                      ขณะติงยังอยากจะรอ                        ผมบอกไปเถอะ พร้อมเสียงน้องสาวสนับสนุน                        ผมบอกว่าถ้ามีวาสนาต่อกันต้องเจอกันอีก (แม้เลือกใช้คำ วาสนาฟังแล้วเลี่ยนจัง) เพราะแหล่งท่องเที่ยวมาเก๊าที่สำคัญไม่เยอะ ประเทศมาเก๊าเล็กนิดเดียว เผลอๆ คืนนี้ก็เจอกันอีก                        สรุปพวกเราเดินออกมาถามทาง ซึ่งเขาก็แน่นำให้เรานั่งแท็กซี่เข้าไป ซึ่งเราก็ทำตามนั้น                      ขณะนั่งในรถแท็กซี่ผ่านหมอกอากาศหนาวของประเทศมาเก๊า เห็นแสงไฟรถที่ขับสวนมากระพริบไฟใส่ ผมคิดถึงเรื่องราวบนห้องน้ำเครื่องบินอีกครั้ง คิดถึงเรื่องเซน เรื่องใจสู่ใจ                       ผมว่าผมเห็นแสงไฟของหิ้งห้อยสาวเข้าตา ผมเข้าให้แล้วละซิ

Comment

Comment:

Tweet