สำหรับผม ผมว่าความเหงามีหลายระดับ มีหลายรูปแบบ        

                         ความเหงาเวลานั่งอยู่ในรถคนเดียวยามฝนตกย่อมแต่ต่างจากความเหงาเวลากระโดดขึ้นรถเมล์เวลาฝนตกแล้วบอกกระเป๋ารถเมล์ตอนจ่ายเงินว่า ไปเรื่อยๆ

                         ความเหงาของคนโสดที่นั่งดูหนังในโรงคนเดียวย่อมแทงทะลุหัวใจได้มากกว่าตอนไปนั่งดูดาวที่ท้องฟ้าจำลองคนเดียว

                         ความเหงาเวลานอนดูท้องฟ้ากลางคืนเอาหูฟังเสียงคลื่นกระทบหาดทรายน่ามีปรัชญาซ่อนอยู่ แตกต่างจากเวลาเราอยู่บนตึกสูงๆ ตอนกลางคืนแล้วมองลงมาเห็นแสงไฟระยิบระยับ ตึกราบ้านช่อง ท้องถนน ที่รถลาวิ่งยามค่ำคืน

                         ความเหงาเวลามองออกหน้าต่างเครื่องบินตอนกลางคืนที่เห็นแค่แสงไฟเล็กๆ น่ามีความแตกต่างกัน ระหว่างขาเข้า ขาออก

                         ความเหงาระหว่างเจ้าสาวเจ้าบ่าวเมื่อเทียบกับแขกรับเชิญในงานย่อมแตกต่างกันแน่นอน

                         เช่นเดียวกันความเหงาของแจกกันที่รอดอกไม้มาใส่ย่อมแตกต่างจากดอกไม้ในสวนที่รอให้แมลงวันมาดอมดม

 

                         ผมว่าคำศัพท์หลายๆ คำบนโลกใบนี้ที่ถูกบัญญัติออกมาไม่เพียงพออธิบายหลายอย่างได้ คำว่า เหงา หรือแม้แต่คำว่า รัก เป็นศัพท์ความหมายที่บางที่กว้างเกินไป (เลยมักต้องมี รักแบบเพื่อน รักแบบน้อง หรือแม้แต่รักแบบชู้ ลงท้าย) อาจเป็นเพราะบางทีความรู้สึกมนุษย์ละเอียดซับซ้อนมากมายหลากหลายนัก คำศัพท์ที่ถูกบัญญัติออกจึงไม่เพียงพอ

                        ไม่ต้องสังเกตคำศัพท์บางคำในภาษาไทยก็ไม่มีในภาษาอังกฤษแบบตรงตัว อย่างคำว่าน้ำใจฯลฯ

                   

                         เราเดินช้อปปิ้งอยู่ตาม Shop ถนนย่าน Mong Kok พร้อมกับผมเปิดไกด์บุ๊กดูคราวๆ ว่าจะข้ามไปยังฝั่งฮ่องกง และจะไปลงตรงไหนก่อนเพื่อจะได้มีเวลาเดินเที่ยวแถวนั้นสักหน่อยก่อนไปยังตึก Peak  

                         ผมบอกทุกคนว่าเราจะไปลงสถานี  Causeway Bay หลังจากผมกดชื่อสถานีข้างต้นที่ตู้จำหน่ายตั๋ว เพื่อเช็คราคาดูแล้วว่าไม่แตกต่างจากสถานี Central จุดหมายหลักที่เราจะไปเพื่อขึ้นไปยังตึก Peak

                         ผมบอกกับทุกคนว่าสถานีที่เราจะลงจะมีห้างดังๆ อย่าง Time Square, Sogo และย่านที่หนังสือไกด์บุ๊กเรียกว่า Fashion Walk

                         นั่งรถไฟฟ้าไปได้สักพัก ก็ถึงสถานี Causeway Bay พวกเราเลือกเดินลงฝั่ง Sogo ก่อนเพื่อเดินแถว Fashion Walk หลังจากเดินเข้าตามร้านนู้นร้านนี้ ก็ได้คำตอบว่า Shop บนฝั่งเกาลูนถูกกว่า ฝั่งนี้ เพราะตรงนั้นยังมีลดราคา แต่ย่านนี้ไม่ลด

                         เดินตามถนนหนทาง พี่จิ้มพูดกับผมว่าย่านนี้คนแต่งตัวดีกว่าทุกย่าน เพราะเขาอาจเพิ่งเลิกจากทำงาน พร้อมบอกว่า สังเกตว่ารถแท็กซี่บนฝั่งเกาลูก บนเกาะตาลันเตา ที่นี้มีสีต่างกัน แบ่งกันไปเลยว่าบนเกาะไหนสีไหน

                         เนื่องจากเดินดูแถวนี้ข้าวของแพงมากพวกเราเลยตัดสินใจที่จะเดินไปยังแถว Central เลย ระหว่างทางจะได้เดินเที่ยวชมอย่างอื่นด้วย และเผื่อมีร้านของกินน่าสนใจ เราก็จะได้แวะกิน

                         เราเลือกเดินตามถนนที่ตรงกลางมีรถรางโดยสารอยู่ตรงกลาง โดยค่อยเดินจาก Causeway Bay จนถึง Wan chai ซึ่งตอนแรกผมอ่านออกเสียงอยู่ในใจครั้งแรกโดยไม่ผ่านสมองคิดว่าวันชัยแต่พอตรองดูอีกที มันน่าจะอ่านว่าหวั่นไจ๋ถึงจะถูก แต่ถ้าใครจะมาเล่นมุขกับผมว่าหวั่นใจก็ไม่ว่ากัน ผมว่าภาษาออกเสียงได้หมดไม่ตายตัว แต่คนอื่นจะเข้าใจกับมึงหรือเปล่าเท่านั้น

                         หวั่นไจ๋ หรือจะเรียกหวั่นใจนี่ น่าจะเรียกย่านนี้ว่าศูนย์กลางสำคัญทางการเงินหนึ่งของเอเชียได้ (นี่เขียนอะไรที่ดูเหมือนมีภูมิความรู้ จริงๆ ฟังจากขึ้ปากเขามา เพราะได้ยินว่าพวกเรียนปริญญาโทเขามักพานักศึกษามาดูงานแถวนี้ จริงไม่จริงไม่รู้)

                         ในที่สุดก็เปิดดูในหนังสือ+แผนที่อีกครั้ง ก่อนผมจะคุยหารือกับพี่เป๊ปว่า ถ้าเดินคงพิการก่อนไปถึง Central เพราะดูจะใกล้กว่าที่คิด ผมว่าเราน่าจะลองขึ้นรถรางที่อยู่ตรงกลางถนนดู ซึ่งถ้าราคาไม่แพงก็น่ากระโดดขึ้นเลย ซึ่งพี่เป๊ปก็เห็นด้วย ผมเลยเดินไปตรงป้ายรถราง ที่เขาจะจอดให้ขึ้น เพราะดูในแผนที่แน่นอนแล้วว่ารถรางไปถึงย่านที่เราจะไปแน่ เราทั้งหกตัดสินใจขึ้นรถโดยเลือกขึ้นมาอยู่บนชั้น 2 ของตัวรถ ค่าโดยสารก็ตกประมาณคนละ 2 เหรียญโดยจ่ายหลังจากลงแล้ว โดยไปจ่ายตรงประตูทางลงด้านหน้ารถ

                         ระหว่างที่รถรางเคลื่อนที่ไปเราแต่ละคนก็วิจารณ์สองข้างทางที่ผ่าน พี่เป๊ปพูดกับผมว่าเที่ยวเที่ยวนี้คุ้ม ได้โดยสารด้วยอุปกรณ์แทบทุกชนิด ขาดนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างอย่างเดียว

                         ขณะรถรางผ่านยังสถานที่หนึ่ง ผมไม่รู้เรียกว่าอะไร แต่ผมจำได้ ว่าสถานที่นี้เคยเห็นในรูปที่นิ้วกลมถ่ายไว้ ลงในหนังสือสมองไหวที่ฮ่องกงนิ้วกลมเขียนข้อความใต้รูปว่า "ทุกสนามมีเวลาของมัน" ผมรู้สึกดีใจเหมือนเจอหน้าเพื่อนสมัยเรียนประถมยังไงก็ไม่รู้ เพียงแต่ไม่ได้ทักทายกัน เพราะเวลาที่นี่มีจำกัด

                         รถรางวิ่งมาได้ระยะหนึ่งเราก็สังเกตเห็นป้ายว่าน่าจะถึง Central ตอนนี้อยู่ที่เราจะเลือกลงป้ายไหนเท่านั่นเอง ซึ่งแน่นอนมาถึงตรงนี้ ไม่มีคำตอบไหนถูกหรือผิด เพราะมันผิดมาตั้งแต่ต้น ใช้ใจตัดสิน

                         เอาว่ะ ลงได้แล้ว เพราะถ้านั่งนานกว่านี้จะเลยไปย่านอื่น

                         พวกเราเดินลงก็ต้องกางแผนที่ ออกเพื่อจะดูว่าเราอยู่ ณ จุดไหน แล้วจะไปยังไง กางแผนที่ดู สรุปว่า "เอ๊ะ พวกกูอยู่ที่ไหนกันว่ะเนี่ย"

                         ตัดสินใจถามคนแถวนั่นดู โดยติงเป็นคนถาม (อาการไม่สบายของติงดีขึ้นแล้วหลังจากกินยาก่อนจะข้ามมาฝั่งฮ่องกง) ติงไปถามหญิงสาวคนหนึ่งมา คำตอบที่ได้รับกลับมาเหมือนเกาะพีคไม่เคยอยู่บนฝั่งฮ่องกง

                         ไปถามหญิงสาวอีกคน ติงถามว่าเดินไปได้ไหมเขาบอกเดินไปได้ แต่เขาอธิบายไม่ถูกว่าต้องไปอย่างไร (สังเกตว่าเน้นถามผู้หญิง)

                         ก่อนจะเข้าไปถามอีกคนแล้วโดนปฏิเสธอย่างไรเหยื่อใยว่าเขาสื่อสารกับเราไม่ได้

                         เราตัดสินใจเดินย้อนกลับมา เพราะดูจากแผนที่ดูไม่ออกจริงๆ ว่าเราจะไปยังไง พอดีมาหยุดอยู่หน้าสถานีรถไฟฟ้า Central แม่ผมโว้ยวายขึ้นมา ที่ยังไม่รู้สักทีว่าจะไปยัง