จุดหมายที่ไม่ได้มีไว้เพื่อไปให้ถึง แต่มีเพื่อหาเรื่องออกเดินทาง

                       ค่ำคืนหนึ่งในในมาเลเซีย ติงพูดกับผมว่า เสน่ห์ของ Backpacker ก็อย่างนี้แหละ วางแผนว่าจะไปสี่ที่ ไปจริงได้แค่สอง 

                       ผมระเบิดเสียงหัวเราะ

                       คำพูดนี้ของติงหล่นออกมาหลังจากเรากลับจากเดินเที่ยวในตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์วันนี้ทั้งวัน ทั้งที่ตามแผนกำหนดเดิมไว้ว่าจะต้องไปเก็นติงไฮแลนด์ แต่ไม่ได้ไปเพราะรอบรถที่จะไปยังเก็นติงฯ เป็นช่วงบ่าย และเสี่ยงเกินไปถ้าเราจะไปโดยยังไม่มีที่พัก เพราะนั้นหมายความว่าถ้าเราไปแล้วหาที่พักไม่ได้แล้วไม่มีรถกลับ การนอนในคาสิโนไม่น่าใช่ทางเลือกที่ดี และก็ยังไม่รู้ว่าบนเก็นติงฯ ตอนกลางคืนจะมีอะไรให้เที่ยวบ้าง พวกเราเลยเลือกเปลี่ยนโปรแกรมเป็นเดินในตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์ จากที่ตอนแรกจัดไว้วันหลังๆ มาเป็นวันนี้แทน

 

                       คำพูดติงสั้นๆ ในวันนั้นที่ดูเหมือนพูดเล่นๆ ตลกๆ หรือพูดปลอบใจตัวเอง จะกลายเป็นวลีอมตะสำหรับการเดินทางในครั้งหลัง และเชื่อว่าในข้างหน้าอีกต่อๆ ไป เมื่อเริ่มออกเดินทางของผม

 

 

                       พวกเราสี่คนหลังจากกลับพระใหญ่ก็มาขึ้นรถสถานีรถบัส เพื่อจะกลับไปยังที่แม่กับน้องผมรออยู่ ขณะที่นั่งรถบัส พี่เป๊ปมักจะพูดกับผมตลอดทางที่รถบัสจอดรับหรือส่งผู้โดยสารตามป้าย พี่เป๊ปพูด เขามาทำอะไรกันแถวนี้หรือ ทำไมถึงมีคนมาอาศัยอยู่แถวนี้ เขาทำมาหากินอะไรกัน

                       คำถามหลังผมอยากตอบพี่เป๊ป โดยใช้เศรษฐศาสตร์ตอบผสมเหมือนกัน แต่เอาเข้าจริงผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เลยไม่รู้จะตอบได้ยังไง สิ่งเดียวที่ผมพอจะรู้เกี่ยวกับฮ่องกง คือ ประเทศนี้ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีประชากรอาศัยอยู่ต่อหน่วยพื้นที่หนาแน่นที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ประเทศที่มีลักษณะทางภูมิประเทศแบบนี้เลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการทำพื้นที่ที่ตารางหน่วยให้คุ้มค่าที่สุด

                        พูดถึงท่อนนี้ ผมรู้สึกเสียดายพื้นที่โลกที่ดูเหมือนมีจำนวนจำกัดแต่ก็เชื่อว่ายังไงก็กว้างใหญ่พอที่จะเป็นอาศัยของประชากรทุกคน กลับถูกเกมส์การเงินที่ใช้เพิ่มความมั่งคั่งร่ำรวยของคนไม่กี่คน และแย่ยิ่งกว่านั้นไอ้เกมส์การเงินที่ว่าด้วยวิชาด้วยทำเลทองที่เรียวว่าที่ดินนั้น กลับมาเป็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกในช่วงปีที่ผ่านมา

                       หรืออาจเป็นเพราะวิชาที่ว่าด้วยการเพิ่มความมั่งคั่งด้วยขนาดพื้นที่นั้น พูดถึงการเพิ่มพื้นที่ความสุขบนหัวใจกว้างขวางนั้นน้อยเกินไปหรือไม่มีเลย เพราะเอาเข้าจริงการได้ครอบครองพื้นที่กว้างขวางและทรัพย์สินที่มากมายนั้น ในโลกที่ยังมีคนไร้ที่อยู่ หรือคนที่ถูกถีบให้เป็นแค่ลูกจ้างของพื้นที่ที่เคยเป็นของตัวเองนั้น การครอบครองพื้นที่เหล่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา อาจไม่ได้หมายถึงความสุขที่เพิ่มขึ้นมาเลย

                       ผมเชื่อว่าบ้านที่แท้จริงของเรามีกันแค่คนละหลัง และมันไม่ได้จำกัดด้วยขนาดของพื้นที่ หลังคา หรือรั้วของบ้าน แต่มันถูกจำกัดด้วยขนาดพื้นที่ของใจเรา ดังคำที่ท่าน ติช นัท ฮันห์ ว่า บ้านที่แท้จริงของเจ้าอยู่ที่นี่ ณ ขณะจิตนี้ มันไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา ขนาดพื้นที่ สัญชาติ เชื้อชาติ บ้านที่แท้จริงของเจ้ามิใช่ความคิดนามธรรม มันคือบางสิ่งที่เจ้าสัมผัสได้ และอาศัยอยู่ได้ในทุกขณะจิต ด้วยสภาพจิตที่เต็มเปี่ยม จดจ่อ และพลังพุทธะ เจ้าสามารถค้นพบบ้านที่แท้จริงของเจ้าในการผ่อนคลายอย่างสิ้นเชิงทั้งจิตใจและร่างกายในปัจจุบันขณะ ไม่มีผู้ใดสามารถแย่งมันไปจากเจ้า ผู้อื่นสามารถครอบครอบประเทศของเจ้า จองจำเจ้าในคุก แต่พวกเขาไม่สามารถแย่งชิงบ้านที่แท้จริงและอิสรภาพของเจ้าได้” <จากหนังสือ มังกรเซน ของ วินทร์ เลียววาริณ>

                       ผมหันไปตอบพี่เป๊ปว่า สมมุติฐานผมตอนที่นั่งอยู่บนกระเช้า อาจจะถูก ที่คนที่ปีนเขาอาจไม่ได้เริ่มจากตีนเขา แต่อาจจะเริ่มจากตอนใดตอนหนึ่งบริเวณป้ายรถเมล์

                       ก่อนรถบัสจะไปยังสถานีปลายทาง ผมหันไปบอกพี่เป๊ป และบอกติงกับพี่จิ้มหลังจากลงรถแล้วเหมือนกันว่า เมื่อกี้ผมสังเกตมิเตอร์ค่าโดยสารรถเมล์จะลดลงไปตามระยะทาง จากเริ่มต้นที่เรานั่งมา 17.2 เหรียญ เหลือเพียง 3 เหรียญกว่าเมื่อถึงสถานีปลายทางผมบอกกับเพื่อนว่า ถ้าเราเสียค่ากระเช้าขามาอย่างเดียวแล้วมานั่งรถบัสกลับอย่างเดียวอาจจะถูกกว่าเสียเงิน 81 เหรียญที่จ่ายไปทั้งหมด เพราะค่ากระเช้าไปกลับมา 96 เหรียญ ตีให้ครึ่งหนึ่งขากระเช้าขาเดียว 50 เลย บวกกับ ค่ารถเมื่อกี้ 17.2 ก็ถูกกว่าตั้งเยอะ เพราะเมื่อตอนซื้อบัตรนั่งรถบัตรไปกลับ ยังคิดตั้ง 35 เหรียญซึ่งแพงกว่านั่งรถบัสไปกลับเอง

                       แต่อย่างไรเรื่องมันผ่านไปแล้วทำอะไรไม่ได้

                       ในที่สุดผมก็เจอแม่กับน้อง พวกเรากลับมารวมกลุ่มพร้อมกัน 6 คน อีกครั้ง เพื่อขึ้นรถไฟฟ้าไปยัง Mong Kok ย่านที่ถือว่าประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นต่อหน่วยพื้นที่แห่งหนึ่งที่สุดในโลก ระหว่างอยู่ในขบวนรถไฟ พวกเราเจอกับคุณลุงคนไทยที่มากับคุณลุงอีกหนึ่งคนและคุณป้าอีกหกคน ถ้าผมนับไม่ผิดนะครับ

                       คุณลุงบอกว่าแต่ละคนเป็นพี่น้องนัดมาเที่ยวด้วยกัน

                       คุณลุงบอกว่าแกจะกลับมาเก๊าเย็นนี้ (ผมคิด เหมือนพวกเราเลย) เพราะคุณลุงนั่งเรื่อเฟอร์รี่มาเที่ยวฮ่องกงเหมือนเราเมื่อวาน แกบอกแกมาเที่ยวที่นี่หลายครั้งแล้ว

                       อันนี้ผมเสริมให้นิดหนึ่ง คุณลุงแกผู้ภาษาจีนอย่างเก่ง เพราะดูได้จากการสนทนากับเสียงปลายสายเป็นภาษาจีน ก่อนแกหันมาบอกว่าเสียงปลายสายเป็นเจ้าของโรงแรมที่แกพักเมื่อคืน โทรมาตามให้แกไป Check Out ก่อนแกจะบอกว่าเมื่อคืนแกพักอยู่ Mong Kok (ผมคิดในใจจะบังเอิญอะไรขนาดนี้ เรากำลังจะไปพอดี ได้ลงสถานีเดียวกัน)

                       แม่ของผมถามลุงแกถึงย่าน Mong Kok เรื่องการช้อปปิ้งว่าเป็นยังไง เพราะแม่เคยมาแต่ไม่มั่นใจ

                       ลุงตอบ ย่านจิ้มซาจุ๊ย จะเป็นย่ายช้อปของคนต่างชาติแต่ Mong Kok เป็นย่ายช้อปของคนในประเทศเขามากกว่า(ผมคิด สำหรับผู้หญิงอะไรที่ขึ้นชื่อว่าของขาย ที่ไหนก็เหมือนกันแหละ ไม่มีแบ่งแยก ไม่ว่าจะแมวสีขาวหรือแมวดำจับหนูได้ก็พอ แต่ถ้ายิ่งสถานที่สามารถต่อราคาได้ยิ่งเป็นแมวขาว)

                       ผมบอกคุณลุงว่า ผมเห็นคุณลุงตั้งแต่ก่อนจะขึ้นกระเช้าแล้ว เห็นคุยภาษาไทยกัน เลยรู้เป็นคนไทย" ก่อนคุณลุงจะพูดถึงสภาพอากาศบนพระใหญ่ ว่าน่าจะต่ำ กว่า 10 องศา

                       พวกเราถามคุณลุงว่าจะกลับจากมาเก๊า วันไหน เวลาอะไร เที่ยวบินไหน สายการบินอะไร

                       คำตอบของคุณลุงคือเวลาเดียวกับพวกเรา (ผมคิดในใจ แม่งใครเขียนบทมาหรือเปล่าว่ะ)

                       ในหนังสือโตเกียวไม่มีขาของ นิ้วกลมเคยเขียนไว้ประมาณว่า ในจำนวนรถไฟหลายร้อยพันขบวน ในจำนวนคนหลายล้านคนที่เดินสวนทางกับเรา อะไรที่ทำให้ใครคนหนึ่งหันมาสบตากัน ยิ้มกัน หรือกระทั่งทำความรู้จักกัน ในจำนวนหลายผู้หลายพันคนที่เราเดินสวนทางกันกับเราอะไรคือเหตุผลผลที่แท้จริงที่ทำให้ใครบางคนเดินผ่านมาแล้วเดินผ่านไปเลย และใครบางคนผ่านไปแล้วแต่ยังกับทิ้งความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน

                       ผมชอบคำพูดประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง ‘Perhaps Love’ ที่บอกว่า ตัวละครบางตัวมีบทบาทสำคัญในชีวิตเรา แต่พอเป็นชีวิตเขาเราอาจจะเป็นตัวละครที่ไม่ถูกพูดถึงเลย

                       ผมไม่รู้ในจำนวนหลายพันหมื่นแสนล้านครั้ง อะไรที่ทำให้พวกคุณลุงคุณป้า วันนี้ได้มีโอกาสมานั่งตรงข้ามข้างหน้าพวกผม ในตู้รถไฟที่มีที่นั่งให้เลือกมากมาย ถ้าเราเชื่อในศาสนาพุทธที่ว่าโลกใบนี้ไม่มีความบังเอิญ แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อเหตุปัจจัยพร้อม

                       อะไรคือเหตุผลให้วันนี้คนไทยสองกลุ่มมานั่งตรงหน้ากันในตู้รถไฟ บนเกาะตาลันเตา ประเทศฮ่องกง

 

 

                        มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยไปเที่ยวเวียดนาม เป็นทริปที่ประทับใจมากที่สุดทริปหนึ่ง ขณะเดินทางด้วยรถบัสจากตัวเมืองฮานอยเพื่อจะไปฮาลองเบย์  ผมได้เจอพี่คนไทยสองคน ซึ่งกำลังจะไปเที่ยวยังจุดหมายเดียวกัน แต่แตกต่างกันนิดหน่อยตรงที่ พี่สองคนเลือกนอนบนเรือ ขณะพวกผมไปนอนบนเกาะ แต่หลังจากคืนนั่นเราก็ได้กลับมาเที่ยวด้วยกันที่ฮานอยอีก ก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินกลับไฟท์เดียวกัน

                        ซึ่งถึงทุกวันนี้หลังจากวันนั้น เมื่อไรที่เราเจอกันที่กรุงเทพก็จะทักทายกัน (ซึ่งยากจะได้เจอ แต่ก็เคยเจอ) หรืออย่างน้อยเจอกันผ่าน Msn ที่เปิดมาพร้อมกัน ก็อาจมีการทักทายกันบ้าง

                        ถ้าถามทริปที่เวียดนาม อะไรประทับใจผมสุดก็พี่สองคนนี้แหละครับ

 

 

 

                        อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่รถไฟฟ้า BTS กรุงเทพฯ หญิงสาวคนหนึ่งที่ผมเจอเธอขณะอยู่บนรถไฟฟ้า เธอเพิ่งเดินกระแทกผมไปเพื่อจะนั่งลงที่นั่ง ซึ่งทำให้ผมเห็นหน้าเธอว่าน่ารักดี จนผมแอบมองเธอเดินหายลับไปกับตา เมื่อถึงสถานีปลายทางเมื่อเราต้องเดินแยกกันคนละทาง และผมทำแค่ได้บ่นในใจอย่างเดียวกับประโยคที่นิ้วกลมเคยเขียนไว้ในหนังสือโตเกียวไม่มีขา ชาตินี้เราคงไม่เจอเธออีกแล้ว

                        แต่แล้วสัปดาห์ถัดมาผมเจอเธออีก โดยนั่งตรงข้ามกับเธอบนรถไฟฟ้า แล้วคงแอบมองเธอ จนเธอรู้ตัว จนเธอพูดอะไรพึมพำ ก่อนหันข้างยิ้มอย่างเอียงอาย ซึ่งผมวันนั้นจับประโยคจากปากเธอไม่ทันว่าเธอพูดว่าอะไร เพราะมัวแต่หันไปมองรอบด้านว่าปฏิกิริยาของเธอที่ส่งถึง

                       ใช่ผมหรือเปล่า?

                        แต่อีกวันหนึ่งถัดมาผมก็จับประโยคปากเธอได้ว่าเธอพูดว่าอะไร เมื่อผมเจอเธออีก แต่วันนั้นผมจ้องมองเธอเลย ก็เธอไม่หลบตาด้วยนิ ก่อนที่เธอจะพึมพำก่อนจะหันไปยิ้มอย่างเอียงอาย ในแบบที่ผมคิดว่าน่ารักกว่าครั้งแรก

                        แต่ถ้าถามผมหลังจากวันนั้นผมเจอเธออีกหรือเปล่า ผมขอตอบว่าเจอ

                        ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้น ไม่รู้ว่าผมประทับใจอะไรหนักหนา รอยยิ้ม ตัวเธอ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น

                        คำถามที่มักจะถามกับตัวเองเสมอคล้าย ๆ กับประโยคในเพลง เธอมาจากไหน มาทำไม เพื่อใคร เพื่ออะไร

                        ผมไม่รู้ว่า สำหรับเธอ ตัวผมเป็นตัวละครที่บทบาทในชีวิตเธอไหม มีบทบาทแค่ไหน แต่สำหรับผม เธอคงจะเป็นตัวละครสีซีเปียไปอีกนานโดยเฉพาะรอยยิ้มของเธอในวันนั้น

                       เธอมาเพื่อใคร ทำไม (ผมถามกลับตัวเองอีกครั้ง)

                       บ่อยครั้งสถานการณ์ในหลายครั้ง การตัดสินใจเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญในอดีต กับส่งให้เรามายืน ณ จุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้ ผมว่าสถานการณ์ทุกสถานการณ์ที่เจอนั่นแหละหลอมรวมจนเป็นเรา

                       หลายครั้งเป็นจริงในชีวิต ที่เราจะเห็นอะไรชัดเจนขึ้นเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว เหมือนภาพจิ๊กซอว์ที่เราจะเห็นภาพสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อต่อเสร็จ โดยที่จิ๊กซอว์บางตัวที่เราไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ 

                       มันจะมีเพื่ออะไร

 

 

 

                       เราออกจากสถานีรถไฟสถานี Mong Kok เราก็เดินเข้าไปห้าง ที่ข้างในห้างสภาพจะคล้ายกับห้างคล้ายแถวประตูน้ำบ้านเรา ผม พี่เป๊ป ติง แยกตัวกับ แม่ น้อง แล้วพี่จิ้ม โดยพวกผมเดินออกมาหาอะไรกันข้างนอก ปล่อยให้พวกสาวๆ เขาเดินช้อปปิ้ง โดยนัดเวลากับมาที่เจอกันหน้าร้านที่แม่กำลังซื้อของอยู่ ส่วนพวกผมไปหาอะไรกิน

                       พวกผม 3 คน พอหาอะไรกินเสร็จ ก็เดินออกไปเดินแถวห้างที่นัดกับแม่กับน้องไว้ ผมเดินไปยังที่ขายของที่สภาพน่าจะเรียกได้ว่าคล้ายกับตลาดนัดบ้านเรา

                       สองเท้าของผมไปหยุดขายของร้านหนึ่ง ผมถามราคาพวกกุญแจที่ระลึกชุดหนึ่ง

                       ซึ่งแม่ค้าบอกราคา 150 เหรียญ

                       ผมทำท่าหยุดคิดว่าจะต่อ หรือ เดินจากร้านไปเลยดี

                       แม่ค้าบอกผมให้ผมเสนอราคามาว่าต้องการราคาเท่าไหร่ (ผมคิดในใจ แม่งฉลาด บอกราคาตอนแรก 150 ถ้าต่อเหลือ 10 เหรียญ มันจะด่ากูไหม ผมคิดราคาที่ผมยอมจ่ายอยู่แค่ 20 ถึง 25 ถึงจะบอกราคาที่ 10 เหรียญเพื่อจะได้หาตรงกลางกลับ)

                       ยังไม่ทันจะบอกแม่ค้าก็บอกลด 100 เหรียญ (ผมคิดในใจ มันด่ากูแน่ๆ ถ้าลดเหลือ 10 เหรียญ)

                       ผมส่ายหน้า

                       แม่ค้าลดให้อีก 80 เหรียญ

                       ผมทำถ้าจะเดินไปแล้ว โดยบอกขอไปดูที่อื่นอีก

                       เธอให้ทันที 50 เหรียญ (ผมคิดในใจ จะบ้าหรือ กูคิดจะจ่ายแค่ 20)

                       ตอนนี้ผมเดินออกจริงๆ

                       เธอยังเหนี่ยวรั้งผมต่อโดยบอกให้ผมเสนอราคาที่ผมอยากได้เอง แต่ผมคิดในใจ ราคาจริงมันเท่าไหร่ว่ะ เธอเหนี่ยวรั้งขนาดนี้ถ้าเดินไปถามร้านอื่นอาจถูกกว่าอีก

                      ซึ่งไปเดินถามร้านอื่นปรากฏว่า ราคาเริ่มต้นถูกกว่าจริง 100 เหรียญ แต่ผมไม่สนใจต่อราคาแล้ว เลยเดินไปหาพี่เป๊ป ว่าถึงเวลานัดกับแม่กับน้องแล้ว กลับไปที่นัดก่อนดีกว่า

                      ผมมารอยังจุดนัดพบ แต่แม่กับน้องยังไม่มา เลยยืนพิงกำแพงสลับนั่งยองๆ แถวนั้น พี่เป๊ปเดินมาคุยเพื่อสอบถามว่าเราจะไปไหนต่อ โดยที่พี่เป๊ปคงมีตัวเลือกอยู่ในใจ พี่เป๊ปบอกว่าเราน่าจะนั่งรถไฟฟ้าเพื่อข้ามไปเกาะฮ่องกง

                      เวลาตอนนั้นบ่าย 3 โมงเกือบครึ่งได้ ผมยังไม่แน่ใจว่าเราควรจะไปเดินเล่นแถวจิมซาจุ๋ยเพื่อจะขึ้นเรือเฟอร์รี่ให้ทันเวลาก่อนเปลี่ยนอัตราเรทค่าบริการดีหรือเปล่า เพราะเอาเข้าจริงผมก็ไม่รู้เวลากี่โมงที่เขาจะเปลี่ยนค่าบริการเป็นแพงขึ้น แต่รู้ว่าถ้าขึ้นท่าเรือที่ฝั่งเกาลูนเขาจะไม่เปิดทั้งคืนเหมือนไปฝั่งฮ่องกง

                      ผมเดินไปคุยกับติงว่าเราจะไปเกาะฮ่องกง ติงว่าไง

                      ติงมีทีท่าว่าจะไม่ไป เพราะติงไม่สบาย ติงมีทีท่าว่าจะขอกลับมาเก๊าก่อนคนเดียว ติงบอกให้ผมคิดดูให้ดีว่าไปที่นั่นแล้วยังไม่รู้จะกลับขึ้นเรื่องเฟอรี่ยังไง แน่ใจว่าจะไปหรือ ไหนเรายังไม่รู้ว่าไปถึงแล้ว ที่ตั้งใจจะไปขึ้นเกาะ Peak ก็ยังไม่รู้จะขึ้นยังไง

                      ตอนนี้แม่กับน้อง พี่จิ้มกลับมาแล้ว กลับยืนเลือกเสื้อในร้านแถวที่เรายืน

                      ผมกลับไปคุยกับพี่เป๊ปซึ่งยืนยันว่าเราน่าจะไปเพราะไหนๆ มาทั่งที่แล้ว กลับมาเก๊าตอนนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไร มาเที่ยวทั้งที่ให้คุ้ม พี่เป๊ปกางแผนที่ประกอบหนังไกดบุ๊กของผมเพื่อช่วยกันหาที่เราจะขึ้นเรือกลับ และจุดที่จะไปยังตึกพีค ชั่วพริบตา เราก็สะดุดตากลับสถานีปลายทางที่จะให้เรานั่งไปขึ้นเรือเฟอรรี่กลับมาเก๊าได้ และดูไม่ห่างจากสถานีลงไปตึกพีค

                      ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ผมรู้ว่าการตัดสินใจว่าใจไปไหนต่อ อยู่กลับผมแล้ว

                      ผมต้องประเมินว่าไปตึกพีคบางทีมันอาจไม่ง่ายเหมือนกางแผนที่ที่อยู่ในมือ และยังต้องประเมินติง ถ้าจะต้องปล่อยติงต้องกลับมาเก๊าคนเดียวหรือ ไหนยังต้องประเมินว่าแต่ละคนจะยอมข้ามไปฝั่งฮ่องกงซึ่งอาจหมายถึงต้องจ่ายค่าเรือเพิ่มขึ้นมากว่าฝั่งเกาลูน และเราควรจะต้องขึ้นเรือให้ทันก่อน 4 ทุ่ม เพื่อจะถึงมาเก๊าช่วง 5 ทุ่ม เพราะกลัวหลังเที่ยงคืนจะไม่มีรถกลับโรงแรมเรา

                      ผมเปิดดูไกด์บุ๊กที่อยู่ในมือ สังเกตเห็นค่าเรือเฟอรรี่เมื่อเป็นเวลาเย็นไปแล้ว จะขึ้นฝั่งเกาลูนหรือฮ่องกงไม่ต่างกัน ไม่เหมือนช่วงกลางวัน (ผมคิดในใจ ทำไมเพิ่งสังเกตเห็นว่ะ)  

                     สายตาจ้องไปยังภาพวิวบนตึกพีคที่อยู่ในหนังสือในมือ ขณะที่หลังพิงกำแพงของห้าง

                     ทำไมเราเชื่อว่า ถ้าเราจะไปจริงๆ เราจะไปถึงว่ะ

                     ผมคิดว่า การที่เราจะตัดสินใจออกเดินทางไปไหนบางที่ บางทีก็เหมือนกับแรกรักใครสักคน ชั่ววินาทีที่เราสะดุดเห็นหลังใครสักคน กำลังนั่งคิดอยู่ในใจว่าเธอหน้าตาจะเป็นอย่างไร

                     ชั่ววินาที ที่เธอหันมา ไม่รู้ชั่วจุดวินาทีของจุดวินาทีไหน เราก็ตกหลุมรักเธอไปแล้ว

                     ชั่ววินาทีสั้นนั้นๆ ที่ทำให้ใครตัดสินใจเริ่มต้นออกเดินทาง ทั้งทีหนทางข้างหน้าจะดีเลวยังไม่รู้ จะไปถึงยังจุดหมายหรือเปล่ายังไม่รู้ จะพบความยากลำบากอะไรบ้างระหว่างทางไม่รู้

                     แค่มีจุดหมายให้ออกเดินทาง ก็น่าเพียงพอแล้ว

                     เช่นกันกับถ้าเราไม่สนใจจะได้รับรักตอบมากเกินไป การได้รักก็เป็นความสุขแล้วไม่ใช่หรือ

Comment

Comment:

Tweet

อืมๆแวะมาทักทายค่ะ

#1 By pampy-za on 2009-12-29 17:15