ความสุขอยู่ที่ไหน?

                            ความสุขอยู่ที่ใจ (คำตอบคุ้นหูที่ได้ฟังจนดากดื่น)

                            แล้วถ้าใจมันไม่สุขล่ะ แล้วจะทำยังไรให้ใจเป็นสุข (คำโต้ตอบที่ดูเหมือนกวนๆ ของคนที่ดูเหมือนไม่มีทางจะหาความสุขจากชีวิตได้ แต่ถ้าคิดดูจริงๆ ก็จริง แล้วใจอย่างไร ที่มันเป็นสุข)

                            ใจที่สงบหรือ?

                            แล้วจะทำยังไงให้มันสงบได้ล่ะ ยิ่งโลกในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่มักพยายามให้ใจเราเคลื่อนที่จากกายไปตลอดเวลา

                            ความสุขอยู่ตรงไหน?

 

                            กระเช้าค่อยๆ เคลื่อนตามสายพานมาเรื่อยๆ ในสุด ก็มาที่ถึงจุดที่สามารถมองเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่จุดหมายปลายทางที่เราจะไป ผ่านเทือกเขาเบื้องล่าง พวกเราคึกคักหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายกันสนุกอีกรอบ ผมมองไปที่พระองค์ใหญ่ คิดในใจ ว่า ณ จุดที่ยืนดูอยู่นี้ นี่อาจเป็นจุดมองเห็นพระใหญ่ในมุมมองในด้านที่สวยสุดก็เป็นไปได้ เพราะบ่อยครั้งจุดหมายปลายทาง ก็ไม่ได้สวยงาม ไม่ได้เป็นดังหวังเสมอ เหมือนหญิงสาวสวยบางคน ที่เรามองเห็นเธอสวยเมื่อทิ้งระยะห่างจากเธอระดับหนึ่ง แต่เมื่อไรที่เราเขยิบเข้าใกล้ ความคิดเราอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ 

 

                            ก่อนหน้ากระเช้าจะมาถึงตรงนี้ ผมก้มลงไปมองระหว่างไหล่เขา มองเห็นทางบันไดสำหรับขึ้นเขามีชายกำลังเดินขึ้นอยู่ พร้อมกับเรียกให้เพื่อนๆ ดู แล้วพูดว่าเขาเริ่มปีนเขาตั้งแต่ตรงไหนเนี้ย เป็นไปได้หรือเปล่าเขาใช้ยานพาหนะอะไรขึ้นมาใกล้แถวนี้ แล้วค่อยมาปีนจากระยะแถวนี้” (เพราะผมคิดว่า ถ้าเริ่มปีนจากตีนเขามาถึงตรงนี้ไกลมาก และอากาศข้างนอกหนาวอย่างนี้ ใครจะปีนขึ้นมาได้ไกลถึงขนาดนี้)

                           พี่เป๊ปบอกว่าเขาอาจจะปีนมาตั้งแต่ตีนเขาแล้ว

                           ผมบอกสงสัยปีนตั้งแต่ตี 4” (เพราะดูจากเวลาเพิ่ง 10 โมงเช้า ถ้าปีนจากต้นทางมาถึงนี้ต้องใช้เวลามาก)

                           ใครคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นมาถ้ามีเวลาอยากมาปีนบาง” (ผมเถียงกลับไปใจ เอาเหอะตามสบาย เพราะดูแล้วที่นี่ไม่มีอะไรน่าปีน)   

                            ผมชื่นชมชายคนนั้นกลับเพื่อนๆ ว่าอย่างน้อยเขาแน่มาก ปีนเขาคนเดียวด้วย

                            ผ่านมาได้ระยะหนึ่ง คราวนี้ผมเห็นคนสามคนอยู่ระหว่างทางบันไดปีนเขา คราวนี้ผมเรียกให้เพื่อนดูอีกรอบ ผมพูดความคิดที่อยู่ในใจหรือมันมีทางลัดอะไร พาเขาไปให้ได้ถึงตรงนี้ ไม่ได้เริ่มจากต้นทาง” (เพราะคนแรกว่าไกลแล้ว สามคนนี้พาตัวมาไกลยิ่งกว่า อย่าบอกเขาปีนกันตั้งแต่ตีหนึ่งนะ)

 

                            ผมหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อพยายามหามุมกล้องที่จะถ่ายพระใหญ่ในมุมที่สวยที่สุด พร้อมกับหวังว่าคนที่ดูรูปจะรู้ ว่าผมกำลังถ่ายพระใหญ่ขณะนั่งอยู่บนกระเช้า ขณะกดชัดเตอร์ ในใจผมคิดตามไป เปรียบเทียบการปีนเขากับการนั่งกระเช้าขึ้นมาบนนี้ การปีนเขาอาจเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยเวลาหรือเหนื่อยเปล่าสำหรับใครบางคน เพราะสำหรับบางคนการไปถึงเป้าหมายอาจไม่ได้มีความหมายมากมายอะไรนัก ไปให้ถึงก็พอ เพราะจะขึ้นมายังไงเดี๋ยวเราก็ลงมาอยู่แล้ว (เหมือนที่ผมคิดอยู่ตอนนี้)

                            แต่สำหรับบางคน ถึงจะมีคนหลายคนบอกไว้ว่าทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่นั้นเป็นเชิงปริมาณ แต่ถ้าเชิงคุณภาพ เวลาที่จะวัดความช้าความไวของแต่ละเรื่องของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน เป้าหมายสำหรับบางคนก็มีไว้ให้รู้ว่ามีอยู่แค่นั่น ไปถึงไม่ถึงก็ชั่ง เพราะความสุขได้เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว การได้ค่อยๆ เคลือบคลานอยู่ระหว่างทางย่อมเป็นความสุขมากกว่า

                            กระเช้าพามาถึงยังสถานีปลายทาง เพียงเปิดบานประตูกระเช้าก็สัมผัสได้ถึงลมหนาวยะเยือกบนภูเขา ที่อากาศรอบตัวเพียงพอจะให้พ่นอากาศออกจะปากออกมาเป็นไอได้ ความรู้สึกถึงจะหนาวจับใจ แต่ผมยังอดตื่นตาตื่นใจกับทางข้างหน้าที่จะไปไม่ได้ ถึงแม้ในจะคิด ก็แค่พระใหญ่ไม่น่ามีอะไร ไปถ่ายรูปให้ขึ้นชื่อว่ามาถึงแล้วก็กลับ แต่อีกใจก็ลุ้นว่าอาจได้เจอกับสิ่งมหัศจรรย์

                             เอาเข้าจริงการพิชิตจุดหมายปลายก็ยังมีความหมายสำหรับใครบางคน (โดยเฉพาะผม) ทั้งที่จุดหมายปลายทางอาจจะดีหรือไม่ดีเท่ากับที่เราคิด มันเหมือนกับการจีบหญิงสาว ความสุขความตื่นเต้นบางทีอาจอยู่ที่ระหว่างทางได้ลุ้นว่าเธอคิดอะไรกับเราหรือเปล่ามากกว่า การได้เป็นแฟนกับเธอก็เหมือนกับการพิสูจน์หรือรางวัลของการเดินทางที่ผ่านมาที่อาจมีเนื้อตัวถลอกหรือบอบช้ำกันบาง ถึงแม้บางทีการได้เป็นแฟนไม่ใช่เครื่องรับประกันจริงๆ ว่าจะมีความสุขหรือการที่เราเป็นคนที่เธอรักที่สุดก็ตาม และถึงแม้บางทีคำตอบอาจเป็นอีกด้านหนึ่งไม่ได้เป็นแฟนกับเธอ อย่างน้อยก็ได้เดินทางมาถึงปลายทาง ได้รู้คำตอบ

                            ไม่ใช่สถานที่ทุกที่ไม่ใช่หรือ ที่เรายึดเป็นเรือนตายได้

 

                            พวกเราเดินผ่านหมู่บ้านวัฒนธรรม ทางก่อนไปขึ้นพระใหญ่ พูดจริงๆ นะครับ ผมไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นหรือชื่นชอบอะไรมาก ก็แค่ร้านขายของที่พยายามตกแต่ให้เก่าแต่ยังไงก็ใหม่

                            แต่กลับมาสะดุดตาที่ร้านขายกาแฟแห่งหนึ่ง ไม่ใช่อะไรหรอก เมื่อผมเห็นพี่จิ้มกับติงลี่ เริ่มที่จะดึงเก้าอี้ที่วางอยู่หน้าร้านออกมาเพื่อนั่งถ่ายรูป พร้อมกับที่ผมอุทานอยู่ในใจว่ากูว่าแล้วเพราะคิดอยู่แล้วว่าแกต้องหามุมถ่ายรูปกับร้านกาแฟร้านนี้ ที่ใครๆ ก็รู้จักชื่อ ‘Starbucks’ ถึงรูปลักษณะของร้านจะเปลี่ยนไปให้เข้ากับคอนเซ้บป์ของหมู่บ้านแห่งนี้  

                            ‘สตาร์บัคส์จากปากคำนักการตลาดคือธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคหรือลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมือง ที่ต้องการหาสถานที่ยืดกายนั่งพักผ่อน ด้วยบรรยากาศผ่อนคาย ในตัวเมืองที่เร่งรี่ ที่นับวันในตัวเมืองใหญ่เดี๋ยวนี้จะหาสถานที่นั่งพักผ่อนได้ยากเย็น ซึ่งตรงกับปณิธานของ โฮเวิร์ด ชูลท์ซ ผู้สร้างสตาร์บัคส์ จากอดีตเจ้าของธุรกิจจำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่วบดในซีแอตเติล มาเป็นสตารบัคส์อย่างทุกวันนี้ หลังจากโฮเวิร์ด ได้ไปพบบรรยากาศจริงๆ ของร้านกาแฟในมิลาน พลันเกิดปัญญาอยากให้ร้านในอเมริกาเป็นเยี่ยงนี้

                            นักการตลาดมักจึงบอกว่าถ้า สกี้เอ็มเคขายการ 'รังสรรค์' กับเพื่อนฝูงครอบครัว สตาร์บัคส์ขายบรรยากาศแต่ถ้านักการตลาดบางท่านมาฟังปากคำจากเพื่อนผมคนหนึ่งที่บอกว่าทำไมตัวเองถึงกินกาแฟสตาร์บัคส์ ทั้งที่บอกกาแฟข้างทางอร่อยกว่า และก็ไม่ได้ชอบนั่งเอาบรรยากาศอะไรในสตารบัคส์นักหนา

                            คำตอบคือไฮโซโดยคำตอบของเพื่อนผมคนนี้ทำให้ผมตั้งคำถามคนในประเทศโลกที่สามโดยเฉพาะประเทศไทย ว่าจริงๆ มีใครบ้างที่ชอบกินสตาร์บัคส์เพราะเหตุผลเดียวกับเพื่อนผมคนนี้ หรือบางทีสำหรับนักการตลาดคำว่าบรรยากาศกับไฮโซอยู่ในแนวทางเดียวกัน (ผมจำได้มีเรื่องเล่าว่า คนที่ประเทศเบลเยียมมีความภูมิใจมากถึงขนาดขึ้นป้ายเขียนไว้ ที่นี้ไม่มี สตาร์บัคส์”)

                            ผมกดชัดเตอร์ถ่ายรูปร้านสตาร์บัคส์ แห่งนี้ในหมู่บ้านวัฒนธรรม ก่อนสักพักผมจะเดินไปให้ติงกับพี่จิ้มถ่ายรูปผมกับร้านสตาร์บัคส์แห่งนี้ พร้อมกับดึงเก้าอี้ตัวเดิมที่เขาใช้ถ่ายรูปเมื่อกี้ออกมาอีกรอบ

                            ผมได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับโฮเวิร์ด ชูสท์ซ กับสตาร์บัคส์หลังสุด คือ ชูสท์ซ ตัดสินใจกลับเข้ามารับตัวซีอีโอของสตาร์บัคส์อีกครั้งหลังจากที่ตอนแรกส่งไม้ให้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามารับไม้ต่อแทนหลังจากผ่านพ้นช่วงการก่อร้างสร้างตัวมาแล้ว และปล่อยให้โมเดลธุรกิจแบบอเมริกาที่มีตลาดหุ้นเป็นตัวส่งเสริมด้วยตัวมันเองขับเคลื่อนขยายสาขาไปทั่วโลก เพื่อที่ตัว โฮเวิร์ด ชูสท์ซ จะได้มีเวลาพักผ่อนจิบกาแฟสบายแบบอิตาลีที่ตัวเองใฝ่ฝันกับครอบครัวมากขึ้น 

                            แต่แล้วโฮเวิร์ดก็กลับมารับบทแม่ทัพใหญ่อีกครั้ง หลังจากตลาดหุ้นที่เหมือนเคยเป็นเครื่องจักรทำเงินให้กับชูสท์ซ กลับตกลง พร้อมกับผลประกอบการที่ตกลงของสตาร์บัคส์

                            มีเรื่องเล่ากันว่าในปีหนึ่งของช่วงเทศกาลคริสมาสต์มาส เมื่อดินฟ้าอากาศแปรปรวนในบราซิลชูสท์ซต้องบินไปบัญชาการรบด้วยตัวเอง เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและราคาเมล็ดกาแฟ อันเป็นวัตถุดิบและต้นทุนสำคัญของสตาร์บัคส์ ทั้งที่ชูสท์ซน่าจะใช้เวลาช่วงคริสมาสต์ไปกับครอบครัว

                            เอาเข้าจริงธุรกิจยี่ห้อสตาร์บัคส์ ที่ขายบรรยากาศ นั่งยืดเส้นยืดสายผ่านคลาย นั่งจิบกาแฟอย่างละเมียดละไม ตามฝันของผู้สร้างธุรกิจอย่างชูสท์ซ ก็เจอความเร่งของตลาดหุ้น ที่ผู้ลงทุนที่ถือหุ้นต้องการเห็นผลประกอบการแต่ละปีโตขึ้นทุกปี เมื่อสตาร์บัคส์ทำไม่ได้ ผู้ถือหุ้นที่ถือเป็นพระเจ้าของกิจการตามแบบฉบับโลกทุนนิยมจึงพากันขายหุ้นออกมา

                            สะท้อนราคาหุ้นถึงผู้ประกอบการอย่างชูสท์ซที่ต้องเลือกระหว่างฝันแบบสตาร์บัคส์ที่มีเวลานั่งละเมียดละไมกับกาแฟ หรือ ความกลัวของโลกทุนนิยมเร่งรีบที่มาพร้อมกับเสียงครวนคางของพระเจ้าในตลาดหลักทรัพย์

                            ความสุขของชูสท์ซ์สตาร์บัคส์อยู่ที่ไหน

                    

                            ในที่สุดผมก็เดินมาถึงบันไดทางขึ้นไปบนพระใหญ่ ผมหยิบกล้องยื่นให้เพื่อนถ่ายรูปผมกับพระใหญ่ระหว่างทางขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินขึ้นไปถึงยังตัวพระใหญ่ อุณหภูมิตอนนี้ไม่ต้องบอกหนาวแค่ไหน เอาเป็นว่าเลยระดับคำว่าหนาวปกติแบบไทยๆ (แบบไทยๆ คำนี้ดีใช้อธิบายอะไรเข้าใจยากๆได้เข้าใจง่ายดี ประชาธิปไตยแบบไทยๆ อะไรอย่างนี้) ไปแล้ว

                            สักพักผมก็เดินมาถึงบนยอดสุดของตัวพระ ลมพัดแรงข้างบนนี้พัดแรงมาก (ไม่ได้อารมณ์ เอาใหม่)

                            ลมพัดโคตรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆแรงมาก พัดจนตัวอยากปลิวไปกับสายลม เสียงลมพัดหวี่ตลอดเวลา

                            ความหนาวไม่ต้องพูดถึง ผมว่าเอาไอติมสักถ้วยมาวางอาจไม่ละลาย

                            วิวข้างหลังองค์พระสวยหน่อย แต่ไม่ถึงเติมเต็มหัวใจ

                            จุดมุ่งหมายปลายทางครั้งนี้ ก็เหมือนหลายๆ ครั้งในชีวิต เรามักใช้เวลาเพื่อมาถึงมากกว่าที่จะใช้เวลาเพื่อได้อยู่กับมัน เป็นจริงๆ บ่อยครั้งความสุขของการอยู่บนยอดสุดของจุดหมายปลายทาง ไม่เท่ากับระหว่างกลางทางที่มองเห็นปลายทางอยู่แค่เอื้อม

                            บางทีถ้าเราไม่กำหนดว่า ถ้าการไปถึงจุดหมายปลายทางต้องเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ ไม่คิดว่ามีอย่างนู้นอย่างนี้แล้วเราจะมีความสุข เราก็ไม่จำเป็นต้องตามหาสิ่งใด

                           ความสุขจริงๆ อาจไม่ได้อยู่ที่ใด หรือแม้แต่อยู่ที่ใจ แต่ความสุขที่แท้จริงอาจอยู่ที่เราเลิกตามหาสิ่งใดมองหาสิ่งใดที่เราคิดว่าหาเจอแล้ว มีแล้ว เราจะมีความสุข

                            เอาเข้าจริง แล้วใครบางล่ะ อธิบายรูปลักษณะหน้าตาความสุขได้จริงๆ บางล่ะ

                            แล้วทำไมเราต้องไปตามสิ่งที่เรายังอธิบายหน้าตามันไม่ได้ด้วยล่ะ

 

                            ผมเดินรอบตัวพระเสร็จ พร้อมกับที่เดินเข้าในข้างใต้ตัวพระ คราวนี้ก็ถึงเวลากลับ

                            มาถึงท่อนนี้จริงๆ ผมอยากมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้หน่อย ว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร แต่สารภาพจริงๆ ครับ ว่าไม่รู้จะหาที่ไหนมาเล่า และถึงรู้ ผมว่าจะน่าสนหรือเปล่ายังไม่รู้ สิ่งเดียวที่ผมจะเล่าแล้วบอกได้กับพระองค์นี้คือ สิ่งที่แววมาหูของผมขณะเดินลงบันไดมา เป็นเสียงของเณรน้อยญี่ปุ่น แห่งวัดอังโค๊ะคุกิ เป็นครั้งแรกที่ผมฟังคำพูดประโยคนี้ออกมาเป็นปริศนาธรรม หลังจากที่ตอนเด็กๆ ได้ฟังบ่อย

                            ก่อนที่จะบอกประโยคนั่นคืออะไรผมขอเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งก่อน เป็นเรื่องที่ผมเคยอ่านเจอมา แล้วผมคิดขึ้นมาระหว่างนั่งรถขากลับลงเขา 

 

                            เป็นเรื่องมนุษย์ต่างดาวเดินทางมายังโลก และทำการแลกเปลี่ยนความรู้กัน เรื่องการขยายสายพันธุ์ โดยเริ่มจากให้มนุษย์ต่างดาวทำให้ดูก่อน

                             มนุษย์ต่างดาวที่มีลักษณะคล้ายคนใช้หัวเดินดิน และใช้อวัยวะคล้ายขาเป็นส่วนพูดคุย โดยมนุษย์ต่างดาวเพศชายและหญิงเดินเข้าหากันแล้วใช้ส่วนปลายบนสุดของลำตัวสัมผัสกันนานประมาณ 5 นาที ก็มีมนุษย์ต่างดาวตัวน้อยโผล่ออกมา

                            ถึงรอบมนุษย์แสดงบ้าง หลังจากคู่หญิงชายใช้เวลาแสดงการมีเพศสัมพันธ์พักใหญ่ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

                            มนุษย์ต่างดาวเดินเข้ามาถามด้วยความสงสัยเสร็จแล้วไม่เห็นมีเด็กออกมาเลย

                            มนุษย์เพศชายตอบโอ้ย ยังไม่ออกมาหรอก ต้องรออีก 9 เดือน

                            มนุษย์ต่างดาวถามด้วยความฉงนถ้าต้องใช้เวลานานขนาดนั้นทำไมถึงต้องรีบจัง โดยเฉพาะช่วงสุดท้าย ดูแทบไม่ทัน

                           

                            ผมคิดถึงคำพูดของอิกคิวซังจะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวหนึ่งซิครับ

 

                      

edit @ 30 Dec 2009 10:17:45 by LoveisTime

Comment

Comment:

Tweet

แก้ๆ Big Buddha ไม่ใช่ bug buddha อิๆ

#2 By zeallotto on 2009-12-08 12:15

เคยไปมาแล้วเช่นกันครับ bug buddha สำหรับประวัติการสร้างนั้น ตามที่ญาติที่อยู่ฮ่องกงพูดให้ฟังนั้น พระที่นั้นเค้าสร้างครับ
ปล.อากาศที่นั้นหนาวและบริสุทธิ์จริงๆ ได้เห็นสนามบินฮ่องกงด้วยตอนขี้นกระเช้า

#1 By zeallotto on 2009-12-08 12:15