ไวเท่ากับเงิน

                            ผมเคยอ่านเจอในหนังสือ How to เล่มหนึ่ง ต้องขออภัยที่จำไม่ได้ว่าหนังสือชื่ออะไร แล้วใครเป็นคนเขียนไว้ แต่สรุปใจความสั้นๆ ที่เขาพูดถึงในหนังสือเล่มนี้ตอนหนึ่ง ที่ผมจำได้ดีคือ ถ้าคุณอยากรวย (ทำธุรกิจให้ได้กำไรมากขึ้น) คุณต้องคิดหากรรมวิธีทำธุรกิจที่สามารถตอบสนองบริการลูกค้าให้ได้ไวขึ้น ยิ่งไวขึ้นเท่าไรหมายถึงกำไรที่มากขึ้นเท่านั้นโดยเขาได้ยกตัวอย่าง ธุรกิจฟาสต์ฟูด ว่าธุรกิจอย่างฟาสต์ฟูตประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับอย่างสูงเพราะเริ่มจากแนวคิดบริการลูกค้าอย่างไร ให้สะดวกรวดเร็วขึ้น 

 

                            เช้านี้ผมลืมตาตื่นบนเกาะเกาลูน บนถนน Kimberley ย่านที่คนไทยหลายคนเรียกว่า จิ้มซาจุ้ย ภาษาอังกฤษเขียนว่า Tsim Sha Tsui เดินออกจากโรงแรมมารับลมปลายฤดูใบไม้ร่วงของปี ที่บรรดาหนังสือไกด์บุ๊กหลายสำนักส่งเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นช่วงที่อากาศที่สุดของปี แต่ผมรู้สึกหนาว

                           และไม่ใช่ผมคนเดียว บรรดาคนที่มาด้วยก็บ่นเป็นเสียงเดียวกัน

                           พวกเราหกชีวิตสิบสองขาสิบสองเท้านับแบบไม่ขาดไม่เกิดไม่แถมและไม่ต่อให้ เอาเท้ามาหยุดยืนหน้าตู้จำหน่ายตั๋วภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MTR Tsim Sha Tsui เพื่อจะไปยังสถานที่เพิ่งถูกกำหนดแผนการขึ้นเมื่อคืนภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของโรงแรม และเป็นสถานที่สมาชิกในกลุ่มบอกมาถึงฮ่องกงควรจะไปที่นั่นให้ได้ตั้งแต่อยู่เมืองไทย  

                           นิ้วชี้กดปุ่มไปที่ตู้จำหน่ายตั๋วไปยังสถานีปลายทาง Tung Choung บนเกาะลันเตา (Lantau Island) พร้อมกับเหลือบตาไปยังชื่อสถานีที่เราต้องเปลี่ยนจากสายสีแดงไปเป็นสายสีส้มที่ชื่อ Lai King เพื่อไปยังสถานีปลายทาง (ขอเล่านิดหนึ่ง เหตุผลที่ไม่ใช้บัตร 1-Day Pass บัตรเดียวใช้ได้ทั้งวัน ราคา 50 เหรียญ เพราะดีดลูกคิดรางแก้วแล้ว ว่าน่าจะใช้ไม่ถึง ถึงถ้าถึงก็ไม่น่าเกินมาเท่าไร เลยไม่ได้ใช้)

                            อ่านมาถึงท่อนนี้สำหรับคนที่มาฮ่องกงแล้ว หลายคนคงร้องอ๋อพร้อมทำสีหน้าว่าพอทราบระแคะระคายเหมือนกับนักสืบในหนังที่พอพบร่องรอยบางอย่างของคนร้ายบ้าง แต่สำหรับคนไม่เคยมาผมบอกให้ก็ได้ครับ ว่าผมเองยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่จะไปเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่าผมเรียกกันเองว่า พระใหญ่ พระใหญ่ ทุกคนก็ถึงบางอ้อ

                            บางคนอ่านท่อนนี้อาจร้องบอกตัวเอง อ๋อ ผมมาไหว้พระนั่นเอง 

                            ก็เปล่าอีกแหละครับ สารภาพก็ได้ครับ เอาแค่อยู่เมืองไทยตัวผมเองก็จำไม่ได้แล้วครับว่าตัวเอง เข้าไปไหว้พระแบบเป็นกิจจะลักษณะครั้งหลังสุดเมื่อไร คงนานมากแล้ว เหตุผลหรือครับ จำได้ตอนเด็กๆ ผมไปไหว้พระขอนู้นขอนี่ แต่ไม่เคยได้อะไรเลย ก็เลยเลิกขอ (ไม่ได้แปลว่าผมไม่ได้ศรัทธานะ) เหตุผลสองผมคิดว่าศาสนาพุทธสอนให้คนละกิเลส แต่สิ่งที่เราไปขอกิเลสทั้งนั้น จะไปขอทำไม ผมเลยกลายเป็นคนที่ไม่มีเรื่องที่จะพูดเวลาอยู่หน้าพระพุทธรูป ก็เลยไม่ค่อยได้ไปไหว้พระแบบกิจจะลักษณะเหมือนใครๆ พูดมาถึงท่อนนี้อย่าคิดเอาตัวอย่างอย่างผมแล้วคิดว่าดีนะครับ เพราะยังไงผมยังคิดว่าหลักธรรมของศาสนาคือแก่น ส่วนพิธีกรรมทางศาสนาคือเปลือก ถ้าเปรียบดัง ดินสอหรือปากกา ผมว่าหลักธรรมก็เหมือนไส้ดินสอที่ยังต้องการเปลือกห่อหุ้มให้เราจับปากกาไว้เขียนหนังสืออยู่ดี

                            มาถึงท่อนนี้บางคนอาจเริ่มสงสัย แล้วไปทำไมของมึง ไม่ได้อยากไหว้พระด้วย แล้วมึงไปทำไม (เริ่มขึ้นมึงขึ้นกูกับผมกันแล้วใช่ไหม)

                            เอาจริงๆ นะครับ 1.ให้ได้ขึ้นชื่อว่ามา มาถ่ายรูปเพื่อจะเอาไปโชว์ได้ว่ามาแล้ว (สับสนไม่ล่ะ ไม่ยึดติดพิธีกรรมทางศาสนา แต่เสือกยึดติดเรื่องนี้)

                            2.พี่เป๊ปบอกเมื่อคืนขณะวางแผนมาที่นี่กันว่า มีกระเช้าขึ้นชมวิวด้วย เขาว่าสวยมากตอนนั้นผมคิดในใจ ว่ายังไม่รู้ว่าตัวเองจะขึ้นกระเช้าหรือเปล่า แต่สังเกตว่าที่ไหนมีกระเช้า มักเป็นสถานที่ ที่สวย

                            3. พี่จิ้มกับติงลี่ ก็อยากจะมาด้วย ผมก็ควรจะมาด้วย ประมาณพวกมากลากไป

                            4.เอาเป็นว่ามาถึงแล้ว ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมาก มาแล้วก็รีบๆ ขึ้นไป

                             ผมเดินออกจากสถานีรถไฟฟ้า ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมาก ก็พอจะรู้ว่าต้องเดินไปที่ไหน พวกเราตัดสินใจเดินทะลุห้างที่ผมเรียกว่า Outlet แต่ชื่อของห้างจริงๆ ชื่อ City Gate

                            ขณะที่กำลังจะเดินไปทางขึ้น Cable Car แม่กับน้องสาวผมก็ตัดสินใจว่าจะไม่ขึ้นไปด้วยเหตุผลเพราะแม่ผมเคยมาแล้ว และอากาศหนาวมาก น้องเลยตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนกับแม่เพราะไม่อยากขึ้นไปเหมือนกัน จะขอหลบไอหนาวอยู่ในห้างดีกว่า ดูของช้อปปิ้งน่าจะมันกว่าเยอะ

                            สรุปเหลือผมกับพี่เป๊ป พี่จิ้ม ติง ที่จะขึ้นไปพระใหญ่ด้วยกัน โดยตัดสินใจขึ้นกระเช้าขาไป แล้วขากลับ กลับด้วยรถบัส จะได้เห็นวิวสองด้าน ในคนละราคา 81 เหรียญ แต่ถ้านั่งแบบกระเช้าไปกลับ เขาจะคิดราคา 96 เหรียญ

                            พวกผมหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายกันก่อนระหว่างต่อแถวขึ้นกระเช้า ระหว่างรอจะขึ้นกระเช้าสังเกตเห็น ว่าเขาจะจัดคนที่มาด้วยกันขึ้นกระเช้าเดียวกันหมด โดยไม่ต้องให้นั่งเต็ม 8 ที่นั่ง (ที่ยังไม่รวมนับกับยืนได้อีก)

                           สังเกตเห็นชายหน้าญี่ปุ่นพร้อมอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปครบมือคนหนึ่งถูกจัดให้นั่งกระเช้าคนเดียว พวกผมก็ร้องฮือฮา ชื่นชมว่าพี่ยุ่นแน่มาก พี่จิ้มถึงชมว่า พี่เขายอมจ่ายราคาพิเศษ เพื่อมาถ่ายรูปเต็มๆ แบบไม่ให้ใครกวนเลย

                           ตอนนี้ถึงคิวพวกเราบาง พวกเรารู้สึกค่อนข้างแปลกใจ ที่พวกเรามากันสี่คนถูกจัด ให้ต้องนั่งกับชาวต่างชาติที่มาด้วยกันสี่คน เพราะตอนแรกนึกว่าจะได้จัดให้นั่งเฉพาะพวกเรา เหมือนคนกลุ่มข้างหน้า

                           ชาวต่างชาติ ชาย 2 หญิง 2 คนที่ผมเพิ่งทราบภายหลังว่าเป็นชาวออสเตรเลียหลังจากสนทนากัน ระหว่างกระเช้าออกตัวมาได้ระยะทางระดับหนึ่ง หลังจากที่ตอนแรกต่างถนอมท่าที่และน้ำลายต่อกัน แต่มาโดนพวกเราที่มีความเกรงใจสูง ละลายพฤติกรรมด้วยการ ลุกขึ้นยืนถ่ายบนกระเช้าอย่างสนุก จนพวกเขาเอาอย่างบ้าง หรือตอนที่ผมถอดสูทที่ใส่อยู่ออก (อันนี้ไม่ใช่เพราะร้อนแน่นอน) แล้วใส่เสื้อยืดที่อยู่ในถุงที่ถือมาทับเสื้อเชิ้ตที่ใส่อยู่ และสวมด้วยสูททับอีกที เพื่อเตรียมรับกับลมหนาวที่จุดหมายปลายทางยอดเขาด้านบน จนผู้หญิงออสเตรเลียหนึ่งในสี่คน ต้องถามเป็นเชิงให้รู้ด้วยว่าเขาก็รู้สึกหนาวมากกับผม (ผมคิดในใจ ก็แน่ละซิก็ที่ขึ้นมานี่แต่ละคนมีใครสวมชุดบางได้ใจเหมือนกับพวกผม)

                           พี่จิ้มพูดขึ้น ขนาดเขาเป็นฝรั่งยังหนาว แล้วเรามาจากประเทศใกล้ใต้สิ้นศูนย์นิดเดียวจะไปรอดอะไร

                           ย้อนกลับไปเรื่องสูทนิดหนึ่งครับ คือผมคิดว่าถ้าเกิดจะมีอะไรซักอย่างที่พกมาการเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากคนอื่นที่มาด้วยกันก็จะมีอยู่สองอย่าง 1.หนังสือที่พกพาไว้อ่านระหว่างเดินทาง 2.ก็สูทนี่ไงครับ

                          ทำไมต้องพกสูทมาแทนที่จะเป็นแจคเค็ท?

                           เหตุผลหนึ่งอยู่ในคำนิยมหนังสือ สมองไหวที่ฮ่องกงผลงานเขียนของนักเขียนนามระบือที่ชื่อนิ้วกลมที่ โตมร ศรีสุขปรีชา มาเขียนไว้ให้ว่า

 

                           ชีวิตในเมืองล้วนซ้ำซาก

                           เนื้อหาชีวิตเรื่องราวแบบเดิม ๆ มันเกิดขึ้นเพื่อจะดับไป และพร้อมจะเกิดขึ้นใหม่ด้วยเนื้อหาสาระแบบเดิมๆ แม้รูปแบบที่ร่ำลือว่าใหม่

                            สำหรับผม เมืองใหญ่ไหนๆ ไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไปตามฉากหลังทางภูมิศาสตร์เบื้องต้น ตามด้วยการปั้นแต่งทางวัฒนธรรม ยึดมั่นถือมั่น ปลดปล่อยบ้าง สร้างคุณค่าทั้งแท้และเทียม ทุกเมืองจึงมีลักษณะของมันเอง แต่นั่นไม่ใช่ชีวิตในเมืองทุกวันนี้ เพราะทุกวันนี้ทุกเมืองร้อนมีเครื่องสร้างละอองไอประดิษฐ์ จากพัดลมไอน้ำ ที่มักทำให้ผื่นขึ้นหน้าถ้าเผลอไปถูกมัน ไม่ว่าน้ำนั้นจะมาจากเมืองไหน

                            เพราะมันคือสิ่งประดิษฐ์

                            ผมไม่ชอบฮ่องกงไม่ชอบเซี่ยงไฮ้ ไม่ใช่เพราะผมชิงชังการช้อปปิ้ง แต่ผมไม่ชอบพลังของเมืองสองแห่งนี้ มันเร่งรี่ จริงอยู่โตเกียวอาจมีความเร่งมากกว่า แต่ความเร่งของฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้เป็นความเร่งประดิษฐ์ และประดิษฐ์อย่างไม่จริงใจ จริงที่สิงค์โปร์เป็นโต้โผของการประดิษฐ์ แต่เป็นประดิษฐ์กรรมที่มีความรัก แม้จะรักในการโอ่อวด สร้างภาพ (สร้างภาพ ผมเติมให้เอง) แต่ก็เป็นความรักอย่างหนึ่ง สำหรับผม ฮ่องกงเป็นเมืองเก่าเร่อร่าล้าหลังที่พยายามประดิษฐ์ให้ทันโลก ขณะเซี่ยงไฮ้เป็นของประดิษฐ์ยักษ์ใหญ่ที่พยายามจะครอบโลก ทั้งคู่มีเป้าหมายคล้ายๆ กันคือ การยืนอยู่บนยอดสุดของสังคมทุนนิยมตีนถีบปากกัด ใส่สูทเรียบโก้ แต่ไม่รู้สึกถึงความเนียนนุ่มของเนื้อผ้า หัวใจของคนถักทอ หรือแกะตัวที่นำขนมาทำเส้นใย ใส่เพื่อจะทันโลก ใส่เพื่อจะครองโลก

                           อีกไม่นานต่อมา ผมก็ค้นพบ ความละมุนก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ กระทั่งความรักก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ แถมเป็นสิ่งประดิษฐ์อันซ้ำซาก

                           สิ่งรายล้อมรอบตัวเราในเมืองใหญ่ล้วนเป็นสิ่งประดิษฐ์ และเป็นสิ่งประดิษฐ์ซ้ำซากที่ทำให้เราวนย้อนอยู่กับที่ แต่ยังไงเราก็ไม่วายอดจะไม่มองหาความงามจากความซ้ำซากนั้นอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป

                           ซ้ำๆ ซากๆ

 

 

                           เหตุผลที่สองคือผมเช็คสภาพที่ฮ่องกงทั้งจากในหนังสือพิมพ์ และในหนังสือไกด์บุ๊กว่าอุณหภูมิไม่หนาวมาก อยู่ระหว่าง 17-24 องศา ถ้าเอาแจคเค็ทที่มีอยู่เกรงว่าจะหนาไป และถ้าอากาศอยู่ประมาณ 20 องศาต้นๆ ผม ก็อาจจะใส่เสื้อยืดทับแล้วตามด้วยเสื้อเชิ้ตอีกทีก็พอ

                           แต่เอาเข้าจริงๆ ตอนนี้หรือครับ ขนาดใส่สามตัวยังเอาไม่อยู่เลย

 

                          หญิงสาวออสเตรเลียคนแรกที่เปิดปากเป็นคนแรกในกลุ่มพวกเธอ เปิดถามผมอีกครั้งว่า ผมเคยนั่งกระเช้ามาก่อนหรือเปล่า

                           ผมบอกว่าผมเคยนั่งมาแล้วที่มาเลเซีย กับ สิงคโปร์ (ต่อไปของบอกไว้เนินๆ ถ้าเกิดเห็นผมนำประเทศฮ่องกงไปเปรียบเทียบกับสิงคโปร์มากหน่อย เหตุผลคือ ผมเห็นประเทศนี้มีความคล้ายๆ กันหลายอย่างทั้งในแง่ขนาดของภูมิประเทศ หรือการที่สองประเทศนี้ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาผลิตเพื่อจำหน่ายอะไรเป็นพิเศษ แต่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้โตเพื่อจะยืนอยู่ยอดสุดของทุนนิยมได้อย่างมาก)

                           หญิงสาวคนดังกล่าวถามผมอีกครั้ง และที่นี่ล่ะ?

                           ครั้งแรกครับ ครั้งแรกผมตอบ

                           ผมหันกลับมาวิพากษ์วิจารณ์กับเพื่อนถึงกระเช้าที่นั่งสิงคโปร์ ผมบอก กระเช้ามีอันหนึ่งที่สิงคโปร์ที่ผมนั่ง มันแทบไม่มีระบบป้องกันตัวอะไรเลยนะ เท้าก็ปล่อยโล่งๆ และไอ้ตัวที่จะเป็นตัวล็อกให้นั่งอยู่กับที่ก็ไม่ได้แน่หนาอะไร สามารถยกเอาออกได้เอง ไม่ได้ล็อกอะไร แล้วมีเครื่องค้างเหมือนกับที่นี่เหมือนกัน คือเมื่อกี้ตอนแรกที่กระเช้าออกตัวไปได้หน่อย มันเกิดค้างอยู่จุดบนสุด แต่แปลกไหมครับที่ทุกคนพร้อมใจกันมองโลกในแง่ดีเหมือนกันว่า เขาคงหยุดให้ถ่ายรูป เพราะวิวตรงที่กระเช้าของเราหยุดนี้มองลงไปสองข้างทางถือว่าสวยเอามากครับ แต่แล้วผมก็คิดขึ้นมาได้ว่า เอ๊ะถ้าเขาหยุดให้ถ่ายรูป แล้วไอ้กระเช้าอันที่มันหยุดตรงวิวไม่สวย แล้วมันหยุดตั้งแต่ยังไม่ทันพ้นจากสถานีมาหน่อยเรียกว่าอะไรอ่ะ เพราะกระเช้าหยุดทีมันหยุดพร้อมกันทั้งหมดใช่เปล่า เพราะมันใช้สายพานเดียวกัน คิดได้อย่างนั้นผมเลยพูดกันขึ้นมาว่า ค้างแต่ละคนเห็นด้วยพร้อมกัน ผมว่าในหัวพวกเขาคงประมวลภาพไม่ต่างกับผม

                            ติงบอกกับพวกเราว่าตอนสิงคโปร์ที่ค้างน่ากลัวกว่านี้อีก

                            ผมบอกตอนที่มาเลเซีย ก็น่ากลัวถึงจะไม่ได้ค้าง

                           โดยติงหันไปบอกกับพี่จิ้ม "คิดดูซิ กระเช้าจนจะออกจากสถานีแล้วประตูยังไม่ปิดเลย"

                            ผมพูด บวกกับตอนลงกระเช้าลงจาก Getting Land (มาเลเซีย) มองออกไปมีแต่หมอกหนา ยิ่งเวลามองไม่เห็นข้างล่างเป็นอะไรยิ่งหน้ากลัว เพราะจินตนาการไว้ว่า ถ้าไม่มีหมอก มองลงไปเสียวแน่ บวกกับกระเช้าที่มาเลเคลื่อนไปที มีเสียงดังให้ลุ้น กลัวกระเช้าจะหลุดไม่หลุดจากสายพานแหล

                           ผมพูด แต่พอหมดจากหมอกจริงมองลงไปก็ไม่น่ากลัวอะไร เพราะมันยังเห็นเป็นระดับขั้นของภูเขาอยู่ ไม่เห็นเหวต่ำสุด(ผมคิดในใจ เวลาคนเรามองภาพข้างหน้าไม่เห็นอะไรชัดเจน เหมือนกับที่อยู่ในความมืด ประสบการณ์ในอดีตมักจะเป็นตัวมาช่วยประมวลกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ให้เรามองได้ทั้งแง่ไม่ดีและดี และจากการประมวลผลของผมในครั้งนั้นกับเพื่อนที่นั่งด้วย ประมวลออกมาให้ได้เหมือนกัน คือ

                           กลัว ไว้ก่อน!!!

                           ผมหันกลับมาบอกกับเพื่อนร่วมทาง บอกถ้าให้ผมเปรียบเทียบ ผมว่าที่นี่สวยกว่า ถ้าเทียบกับทั้งมาเล และ สิงคโปร์แล้ว (ผมว่าให้เปรียบบนเกาะเซนโตซ่า สิงคโปร์ เป็นดังดอกไม้แล้ว ผมว่าเกาะเซนโตซ่า ถูกสร้างขึ้นมาอย่างจงใจประดิษฐ์ให้สวยงามมากเกินไป ถ้าเปรียบก็เปรียบได้กับดอกไม้พลาสติก ขณะที่เกาะลันเตาผมรู้สึกถึงส่วนผสมที่ลงตัวมากกว่า ที่นี่ผมมองเห็นภูเขา ผมเห็นต้นไม้ ผมเห็นคนปีนภูเขา มองเห็นแม่น้ำ และมองเลยไปเห็นสนามบิน มันดูเป็นส่วนผสมทั้งที่เป็นธรรมชาติและไม่เป็นธรรมชาติ ขณะที่มาเล ส่วนหนึ่งเพราะตอนแรกอาจเพราะมัวแต่กลัวมากไปหน่อย แต่ถ้ามองในแง่ทิวทัศน์ก็จะเห็นแค่ต้นไม้และภูเขา และความกลัวนี่แหละเพิ่มความสนุก

                           ผมคิดในใจ ผมว่าดอกไม้พลาสติกถึงแง่ความสมบูรณ์ในความสวย ใครหลายคนอาจจะบอกสวยกว่า แต่ในแง่ความเป็นจริงอะไรคือความสวยที่แท้จริง?

                           อะไรคือความสวยที่สุด?

                           ในแง่จริง ดอกไม้พลาสติก อาจไม่ถูกแมลงวันตรอมให้ผุกร่อน ดอกไม้พลาสติกไม่ต้องรอวันเหี่ยวเฉาตายคาต้น หรือแม้กระทั่งรอแสงแดดแรกของเช้าแรกวันเหมือนดอกไม้ทั่วไป

                           อะไรคือความสวย? เพราะในมุมมองของใครบางคนเรา ร่วมทั้งตัวผมด้วย รอยฉีกขาดบนใบไม้ หรือความไม่สมบูรณ์ของดอกไม้บางต้นก็ทำให้ดอกไม้ดูสวยงาม เหมือนกับรอยบุ๋ม หรือ ไฝ บนใบหน้าหญิงสาว ที่เป็นส่วนขาดส่วนเกิดบนใบหน้าที่มีเข้ามาแล้วทำให้หญิงสาวบางคนมีเสน่ห์ขึ้น

                           หรือความสวยของใครบางคนต้องถูกกำหนดว่าต้องด้วยรูปแบบนี้รูปแบบนั้นด้วยหรือ ถึงจะเรียกว่าสวย เหมือนกับที่นักการตลาดชอบกำหนดผู้หญิงสวยต้องผิวขวา ผู้หญิงต้องมีรักแร้ขาว

                           เพราะเอาเข้าจริงๆ  ใครหลายคนเริ่มมองเห็นสิ่งที่หลายคนบอกว่าเป็นจุดบกพร่องว่าเป็นความสวยความงามได้เหมือนกัน

                           เหมือนกับมองเห็นความสวยงามของหญิงสาวสะดุดล้ม หรือ ทำไอติมที่เธอกินหกใส่เสื้อ เหมือนเด็กๆ

                           เอาเข้าจริงๆ ดอกไม้พลาสติกก็ไม่สามารถส่งกลิ่นหอมได้เหมือนดอกไม้ทั่วไป

 

                           โอเช่ เคยกล่าวไว้ว่า ผู้ที่หัวใจรักในการสะสมวัตถุ ไม่มีวันเห็นความสวยงาม ของน้ำค้างบนใบไม้

 

                           ในโลกยุคปัจจุบันที่ความไว ถูกเอามาตัดสินชัยชนะของการแข่งขันหลายๆ อย่าง  การที่ผมได้นั่งอยู่ในกระเช้าที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามสายพาน ได้นั่งมองภาพทิศทัศน์ที่เหมือนเคลื่อนตัวห่างออกเราไปช้าๆ ช่างเป็นช่วงเวลาที่รื่นรมย์ ถึงเอาเข้าจริงๆ  กระเช้าไฟฟ้าหรือธุรกิจเคเบิลคาร์นี้จะเกิดขึ้นมาจากความพยายามจะสร้างให้การเดินทางสะดวกและรวดเร็วขึ้น เมื่อเทียบกับพาหนะอื่นที่นำขึ้นมาบนภูเขานี้

 

                           หรือความช้าหรือเร็ว ไม่ได้ถูกวัดด้วยเข็มนาฬิกา

 

                           แต่เป็นใจเรา เช่นกันกับ ความสวย ความงาม

 

                              

                             

   

Comment

Comment:

Tweet