ขณะกำลังยืนปล่อยน้ำปัสสาวะเหนือระดับทะเล 30,000 ฟิต

                        ถ้าการเดินทางไปเที่ยวฮ่องกงมาเก๊าครั้งนี้เปรียบได้กับซีรีส์เรื่องหนึ่ง ผมขอทำผิดธรรมเนียมซีรีส์เรื่องนี้โดยการเริ่มต้นจากตอนท้ายของเรื่องก่อน แล้วพอเล่าท้ายเรื่องนี้เสร็จแทนที่ผมจะย้อนกับไปต้นเรื่องแล้วไล่มาถึงท้ายเรื่อง ผมก็อาจยังไม่กลับไปเริ่มที่ต้นเรื่อง แต่จะเลือกเล่าเรื่องที่อยากจะเล่าก่อน (มาถึงท่อนนี้หลายคนอาจสงสัยแล้วมันจะอ่านรู้เรื่องไหม ตัวคนเขียนก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกัน?) อยากนั้นในหน้ากระดาษนี้ผมขอสารภาพยอมรับไปก่อนเลยแล้วกันครับ ว่าเรื่องที่ผมจะเล่าในตอนต่อไปจะปะติดปะต่อหรือเปล่าผมยังให้คำตอบไม่ได้ และเรื่องที่จะเล่าต่อไปเรื่อยๆ จะไปสิ้นสุดลงที่ฉากไหน ตอนไหน ของฮ่องกงหรือมาเก๊า ยังไม่รู้ เอาเป็นว่ากลับมาเริ่มอ่านเรื่องที่ผมอยากจะเล่าก่อน ที่บรรทัดแรกสุดของหน้ากระดาษนี้

                       ถ้าไม่มีจุดเริ่มต้น คงไม่จุดลงท้าย

                       แอร์โฮสเตสหนึ่งในสองคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ห้องน้ำชี้นิ้วให้ผมเข้าห้องน้ำด้านขวามือผม ผมคิดเอาเองในใจว่าเธอเลือกให้ผมเข้าห้องนี้ เพราะห้องน้ำอีกด้านหนึ่งมีคนเข้าอยู่ ผมเดินเข้าไปห้องน้ำปิดประตู แล้วลงกลอนที่คิดว่าแน่นหนาพอ เพราะเมื่อลองเขย่าประตูไม่สามารถถูกเปิดออกได้ ขณะยืนฉี่ไปได้เกือบครึ่งทาง (ประมาณเอาเอง) ผมได้ยินเสียงตึงสองครั้งที่ประตูด้านข้าง ผมคิดในใจว่าคงเป็นคนจะเข้าห้องน้ำมาลองเปิดดูว่ามีคนอยู่หรือเปล่า ขณะยืนฉี่ผ่านครึ่งทางมาได้หน่อย (เน้นย้ำประมาณเองคราวๆ)

                      ได้ยินเสียงตึงดังขึ้นอีกหนึ่งครั้งดังกว่าครั้งแรก ผมหันไปดู ปรากฏว่าประตูถูกเปิดออก เสียงร้องของผู้หญิงที่ผมพอมองเห็นว่าเธออยู่ในเครื่องแบบแอร์โฮสเตสดังขึ้น "โอ้ว>>>>>" ลากเสียงยาว พร้อมกับเสียงของผมร้องเฮ้ย!!! ด้วยความตกใจเหมือนกัน ชั่วพริบตาเธอปิดประตูดังปัง ผมล็อกกลอนพร้อมกับเพิ่งรู้ตัวว่าครั้งแรกผมล็อกกลอนไม่เหนียวแน่น กลอนประตูสามารถล็อกได้มากกว่านี้

                       ผมคิดว่า "เป็นปัญหาแล้วซิ" ขึ้นมาในใจ เมื่อผมพยายามไปปฏิบัติภารกิจที่ทำค้างไว้เมื่อกี้ต่อให้จบ แต่ดันฉี่ไม่ออก ในหัวคิดเรื่องราวไม่เป็นเรื่อง "เธอจะคิดว่ากูโรคจิตหรือเปล่าว่ะ เข้าห้องน้ำไม่ล็อกประตูให้ดี" แล้ว "เธอจะคิดไม่เนี้ยว่ากูเข้าไปห้องน้ำตั้งนานแล้วทำไมไม่ออกมาซักที กูจะบอกเธอได้มั้ยก็เพราะคุณเปิดประตูเมื่อกี้ทำให้กูฉี่ไม่ออก" หรือ "กูจะออกไปบอกกับเธอ ว่าเป็นเมื่อกี้เป็นความผิดกูเองที่ล็อกกลอนไม่ดี ถ้ากูเดินออกไปพูดประโยคนี้จริง กูกล้าเอาหน้าตัวเองเผชิญหน้าเธอหรือ" ยิ่งคิดยิ่งฉี่ไม่ออก ผมตัดสินใจใช้หลักการเซนเข้าช่วยเพราะถ้าไม่รีบฉี่ให้เสร็จแล้วรีบออกไปเดี๋ยวนี้ จะยิ่งดูแปลกไปใหญ่

                      ผมตัดสินใจรีบตัดสินใจเลิกคิดเรื่องทุกอย่างในหัว กลับมามีสติกับการฉี่ หายใจเข้าฉันยืนฉี่หนอ หายใจออกฉันฉี่ออกแล้วหนอ เออได้ผล ผมรีบล้างไม้ (ทำไมต้องเป็นไม้) ล้างมือเตรียมจะออก แต่แล้วในหัวเกิดคิดขึ้นมาว่า ถ้ากูเปิดประตูออกไปเจอพวกเธอจะทำหน้ายังไงว่ะ ถ้าเธอกำลังพูดเรื่อง เข็มๆ ไม้จิ้มฟัน อยู่ยิ่งแล้วใหญ่ ผมกลั้นลมหายเข้าลึกๆ จะเป็นยังไงกูต้องออกไป ใครจะบ้าอยู่ในนี้ตลอดไปว่ะ ผมเปิดประตู หันไปเหลือบเห็นแอร์โฮสเตสนั่งอยู่สามคน ทั้งสามไม่ได้มองหน้าผมกลับ ผมเงี่ยหูฟังได้ยินพวกเธอคุยเรื่องบัตรเครดิตกันอยู่ ผมอุ่นใจที่ก่อนหน้านั้นผมมองเรื่องเลวร้ายไปเอง

                      แต่พอคล้อยหลังมาได้หน่อยผมคิดในใจว่ายังไงพวกเธอต้องนินทาผมแน่ และผมก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจ ถ้าเธอบอกไม่เห็น แสดงว่าของผม.... แต่ถ้าเธอบอกว่าเห็น แล้วเธอเกิดอยากเขียนประสบการณ์ชีวิตการทำงานของแอร์ฯ ว่าต้องเจออะไรบ้างให้ชาวโลกรู้ เธอต้องเล่าเรื่องนี้แน่ และผมไม่คิดว่าเธอจะเล่าออกมาเป็นบวกซะด้วย

                      ผมกลับมานั่งที่ที่นั่งพร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้แม่กับน้อง และเพื่อนที่มาด้วยฟัง พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเพื่อนแอร์ไม่บอกเพื่อนว่ะว่าผมอยู่ให้ห้องน้ำ พร้อมกับติงแซวว่าที่เขาร้อง เพราะตกใจว่าไม่เคยเห็นอะไรเล็กขนาดนี้

                      ผมพยายามมองโลกในแง่ดี อย่างที่คนบอกไว้ให้มองน้ำครึ่งแก้ว อีกคนมองน้ำแล้วบอกเหลือตั้งครึ่งแก้ว อีกคนมองบอกว่าเหลือแค่ครึ่งแก้ว แค่คำว่าตั้ง กับ แค่ เท่านั้นก็ทำให้ความรู้สึกต่างกัน

                      ผมพยายามมองโลกในแง่ดีจากเรื่องนี้ เอาน่าดีที่ผมฉี่อยู่ ไม่ได้ขี้

                      เห็นไหมแค่คำว่า ขี้ กับ ฉี่ แค่นี้ก็ให้ความรู้สึกต่างกัน ระหว่างเลวร้าย กับ เลวร้ายมาก

                      เรื่องราวบนเครื่องบินทำเหมือนจะจบลงด้วยดูเหมือนผมจะทำใจได้เองกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่แล้วเมื่อเครื่องบินเทียบท่าอากาศยานเรียบร้อย ก็มีเรื่องใหม่อีกเรื่อง ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกเรื่องนี้ว่ายังไง ปวดกระจิต ตื่นเต้น เบื่อสันดานคน

                      เอาเป็นว่าผมจะขอเล่าเรื่องนี้โดยเริ่มตั้งแต่เครื่องบินจะออกจากที่มาเก๊าก่อนเลย ติงลี่(เพื่อน) สะกิดถามผมว่า เห็นเมื่อกี้เครื่องจะขึ้นอยู่แล้ว แต่ยังเห็นคนในกลุ่มที่นั่งข้างหน้ายังเดินอยู่เลย พอเครื่องจะขึ้นค่อยวิ่งกลับมานั่งที่ ผมบอกติงไปว่าไม่เห็น แล้วกลับไปนั่งอ่านหนังสือของผมต่อ

                      พอเครื่องขึ้นลอยอยู่กลางอากาศได้ซักพัก กลุ่มคนจีน(จริงๆ ผมไม่รู้ว่าคนจีนหรือมาเก๊า แต่จากผิวพรรณรูปร่างทำให้คนปกติทั่วไปเรียกเหมารวมไว้ก่อนว่าคนจีน) ที่อยู่ข้างหน้าก็ส่งเสียงดัง โดยเฉพาะผู้ชายที่นั่งด้านหน้าผมไปทางขวามือ แต่ตอนนั้นผมได้คิดแบบไทยๆ ที่ถูกเสียมสอนมาว่า อะไรถ้าทนทนได้ก็ทนไป

                      แล้วสักพัก ชายหนุ่มคนดังกล่าวก็ทำน้ำอะไรที่มันสั่งมาซักอย่างหก ทำให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องวุ่นวายไปหมด แต่ผมคิดว่าไม่เป็นไร ตราบใดทีมันไม่มาทำหกใส่หัวกบาลผม ผมก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือของผมไป

                      แต่มีพฤติกรรมบางอย่างของชายคนดังกล่าวที่ผมอดสังเกตไม่ได้คือ เวลาแอร์โฮสเตสเดินผ่านโดยเฉพาะไปยืนอยู่ตรงแถวข้างหน้ามัน มันจะจ้องมองก้นคนแอร์โฮสเตส แบบไม่ไว้เชิง ไม่ไว้ฟอร์ม (ท่อนนี้มีผู้ชายบางคนบอกผมว่ามันเป็นธรรมชาติของผู้ชาย ก็ใช่แต่มันก็ควรมีชั้นเชิงในการดูมากกว่านี้ไม่ใช่ยื่นหน้าไปจ้องมองแบบเอาเป็นเอาตาย และที่สำคัญคือมันเองก็มากับลูกกับเมีย) พูดถึงเรื่องลูกเมียขอเล่าเพิ่มอีกเรื่อง ครอบครัวนี้มีปัญหาตั้งเครื่องจะออก ก็ที่นั่งแถวเขานั่งได้สามที่ อีกที่หนึ่งกับเป็นที่นั่งของคนไม่ได้มากับเขา คนเมียเลยจับลูกมานั่งตักมันซะอย่างงั้น แบบเป็นการประท้วงการจัดที่นั่งแบบกรายๆ ถ้าเกิดไม่จัดที่นั่งให้ฉัน ฉันก็จะให้ลูกนั่งบนตักอยู่อย่างนี้ พวกฉันจะมาให้นั่งแยกกันไม่ได้ สรุปพนักงานต้อนรับก็ต้องจัดส่งชายไทยที่นั่งแถวเดียวกับชายจีนกับภรรยาและลูกเขา สลับไปนั่งที่อื่น เพื่อให้ลูกเขาได้นั่งแทน แต่อันนี้พอเข้าใจมันพอหยวนๆ เพื่อเป็นผลดีต่อสองฝ่าย

                     แต่เรื่องของชายคนนี้กับผม มันเกิดไฮไลต์ที่ต้องขีดเส้นใต้ตรงไหนหรือครับ ก็อย่างที่พอเอ่ยไปแล้วเมื่อเครื่องบินเทียบท่าเรียบร้อย ให้ผู้โดยสารเตรียมเดินลง ชายคนดังกล่าวไม่รู้เขาอยากจะรีบลงจากเครื่องไปไหน ทั้งที่ครอบครับเขาก็ยังไม่พร้อมจะลง ขณะประตูเครื่องบินเปิดออกทยอยให้ผู้โดยสารเดินลง น้องกับแม่เดินนำหน้าไปก่อน ผมกำลังจะเดินตามแม่ไป ขณะที่ผมกำลังลังเลว่าจะให้ชายคนดังกล่าวเดินออกมาก่อนจากตรงเก้าอี้หรือผมจะเดินไปก่อน ผมก็ตัดสินใจหยุดเพื่อให้มันเดินไปก่อน มันเสือกไม่เดิน แต่พอผมจะเดินมันเสือกเอากระเป๋าพร้อมตัวมันมากระแทกผมเพื่อเดินไปก่อน พร้อมกับเอาสองมือผลักหลังแม่ผมที่ยืนอยู่หน้ามันอย่างแรง แทบล้ม 

                     เห็นอย่างนั้น ผมทำอย่างไรหรือครับ ผมแทบเอามือตบกระโหลกมันแรงๆ ซะที ดียังยั้งสติไว้ทัน เปลี่ยนใช่แทคติกการทำฟลาว์ในสนามฟุตบอลที่ให้ไม่ถูกใบแดง ใบเหลืองมาใช้แทน ด้วยการเริ่มเตะเท้าหลังมันเบาๆ ทำเป็นเบียดมัน ตอนนนี้ไม่กล้าชนแรงกลัวมันล้มใส่แม่ผม จนได้จังหวะสุดท้ายผมก็เอาเข่าชนที่หลังมันเต็ม ๆ ซักที จนมันหยุดเดินตรงบันไดลงจากเครื่องบิน ปล่อยให้ผมเดินผ่านหน้ามันไปก่อน

                     เรื่องยังไม่จบเท่านั้น เพราะเมื่อพวกผมมาขึ้นรถบัสของสนามบินเพื่อเข้าท่าอากาศยาน มันเดินมาหามายืนจ้องหน้าผมบนรถบัส ก่อนที่รถบัสจะออก ฉากนี้ถ้าใครเคยอ่านหรือดูหนังกำลังภายในจะเห็นภาพเข้าใจอย่างดี มันคล้ายๆ ฉากกำลังภายใน ที่สองจอมยุทธเผชิญหน้ากัน เตรียมฟาดฟันอาวุธเข้าใส่กัน

                     จอมยุทธคนแรกพูด "ท่านไย ยังไม่ชักกระบี่ออกมา ฟาดฟันกัน"

                     จอมยุทธคนที่สอง "ข้าชักกระบี่แล้ว"

                     จอมยุทธคนแรกตกใจกับคำตอบ ถามกลับ "กระบี่อยู่ที่ไหน"

                     จอมยุทธคนที่สองตอบ "กระบี่อยู่ที่ใจ"

                     แค่คำพูดไม่กี่ประโยคสำหรับจอมยุทธก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว เพราะต่างประเมินวิชายุทธฝ่ายตรงข้ามออกโดยไม่ต้องลงมือ

                     ชายชาวจีนหรือจะเรียกว่ามาเก๊าก็สุดแล้วแต่ เป็นฝ่ายเดินจากไปยืนอยู่ฝั่งข้างหน้ารถบัสเอง  

                     แม่ผมบอกรำคาญมันตั้งแต่อยู่บนเครื่องบิน ที่พูดคุยกันเสียงดังแล้ว จนพนักงานต้อนรับต้องมาบอกให้มันเงียบๆ หน่อยถึงสองครั้ง แต่ก็ไม่ได้ลดรา บวกกับบอกอีกว่ามันกระแทกน้องผมตั้งแต่แรกก่อนจะกระแทกผมแล้ว

                     แปลกพอผมเอาเรื่องชายจีนนี้กลับมาเล่าให้คนอื่นฟัง แต่ละคนบอกว่าผมน่าจะต่อยมันไปเลย ซึ่งตอนนั้นผมคิดยังไงก็ไม่มีความคิดจะต่อยมัน เพราะรู้สึกว่าจะทำเกินกว่าเหตุ จริงๆ ผมรู้สึกผิดนิดๆ ด้วยซ้ำที่ไปแกล้งมันกลับ อาจเป็นเพราะเรายังอยู่ร่มเงาพุทธศาสนา ที่รากของวัฒนธรรมไทยที่สอนให้รู้จักให้อภัย

                     เรื่องทั้งสองเรื่องนี้ที่ผมเอามาเล่าก่อนไม่ใช่เพราะอะไร เพราะการเดินทางหรือการท่องเที่ยวจริงๆ แต่ละครั้ง สิ่งที่เราเจอแต่ละเรื่องไม่ใช่จะมีแต่เรื่องให้เราสุขใจ หรือ ฉากจบจะสวยหรูเหมือนในละครในนิยายในหลายๆเรื่อง สิ่งที่เจอหลายอย่างไม่มีอยู่ในหนังสือไกด์บุ๊ก แต่ที่แปลกก็คือเรื่องแต่ละเรื่องที่เจอถึงจะไม่ดี แต่บางทีเอามาเล่าใหม่กลับสร้างรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะ เหมือนเหรียญสองด้านที่บางทีเราพยายามมองเหรียญอีกด้านหนึ่ง เพื่อที่จะได้รู้ได้เข้าใจว่ายังมีอีกด้านหนึ่งของเหรียญนั้น

                     เรื่องที่เจอระหว่างการเดินทางหรือการท่องเที่ยวบางทีก็เหมือนการมองน้ำครึ่งแก้วนั้น อยู่ที่เราจะมองว่าเหลือแค่ หรือ เหลือตั้ง

                     โอ้ย ถ้าเอาเข้าจริงถ้าอยากผมเขียนเรื่องบนเครื่องบินขากลับได้เอง เรื่องผมอยากเขียนก็คือ

                     ผมอยากเขียนว่าผมเจอ คนที่ผมรอมาทั้งชีวิตมานั่งข้างๆ แต่เรื่องจริงมันไม่เกิดขึ้นไง

                                         

                     

 

Comment

Comment:

Tweet