-1-    

               เริ่มที่จำนวนเลขหนึ่ง และยุติที่จำนวนเลขหนึ่งเช่นกัน

               ในหนังสือมักกรคู่สู้สิบทิศ เล่มที่3 ของหวงอี้ พูดถึงจำตัวเลขของต้าเอี่ยนที่ห้าสิบ บอกว่าตัวเลขที่เกิดประโยชน์คือ 49 ดังปรากฏในคัมภีร์อี้จิง ซึ่งนักโหราศาสตร์ถือเป็นวิธีใช้ในการเสี่ยงทาย พยากรณ์ดวงชะตา ฟ้าดิน ทั้งนี้เพราะเวลาเสี่ยงทายใช้ไม้ติ้วห้าสิบไม้ วิธีจะคำนวณต้องลบออกหนึ่ง

               เปรียบเทียบง่ายๆ อย่างที่พระเอกของเรื่องเปรียบเทียบไว้ว่า สมมุติว่าเราเล่นเก้าอี้ดนตรี มีเก้าอี้ 50 ตัว มีคนเล่น 50 คน แต่ละคนนั่งอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนที่นั่ง ทุกสิ่งก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งสมบูรณ์พร้อมอยู่ในตัว แต่ถ้าเราเอาคนออกหนึ่งคน เหลือ 49 คน ความพลิกแพลงในการนั่งเก้าอี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลกหลากหลายขึ้น  

               ตัวเลข(หนึ่ง)ที่หายไป ถ้าคิดเป็นทฤษฎีอาจเทียบความสมบูรณ์ของมนุษย์เราประกอบด้วยตัวเลขตั้งแต่ 1-50 แต่ด้วยความที่ธรรมชาติให้มนุษย์เกิดมาไม่สมบูรณ์ดีพร้อม จึงเอาตัวเลขตัวหนึ่งออกไป ให้มนุษย์เราตามหา ซึ่งแต่ละคนจะมีตัวเลขที่หายไปไม่เหมือนกัน บางคนอาจเคยคิดว่าเคยหาพบแต่มาพบภายหลังว่าไม่ใช่ บางคนอาจจะเจอที่คิดว่าใช่ แล้วนำมาใส่แทนที่ตัวเลขที่หายไป แต่ถ้ามันไม่ใช่ก็กลายเป็นส่วนเกินไป (ได้ตัวเลขที่มีซ้ำขึ้นมาอีกตัว)  

              ในหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ ในโลกนี้ทั่วล้าไม่ว่าศาสตร์ความรู้ใดๆ วิชายายุทธ หรือแม้แต่วิถีการดำเนินชีวิต การจะสำเร็จที่ขั้นสูงสุดของศาสตร์ใดๆได้ ก็เพราะค้นพบตัวเลขหนึ่งที่หายไป ดั่งนักปราชญ์เหล่าจื้อในลัทธิเต๋าหรือแม้แต่ศากยมุนีในศาสนาพุทธ สำเร็จมรรคาสูงสุด ค้นพบสรรพสิ่งความจริงในโลกล้า ก็เพราะค้นพบตัวเลข(หนึ่ง)ที่หายไป <อ่านถึงท่อนนี้ผมคิดถึงหนังเรื่อง Jerry Maguire และคิดถึงฉากจำเพาะ ตอนที่พระเอกไปหานางเองท้ายเรื่อง และพูดบางโยค... (ก็ประโยคที่คนชอบกันในหนังเรื่องนี้นั่นแหละ ก่อนที่นางเอกบอกให้พระเอก หุบปาก ฉันเสร็จคุณตั้งแต่แรกแล้ว>

              อ่านถึงท่อนนี้แล้วคุณล่ะ ตัวเลข(หนึ่ง)ที่หายไป ตัวเลขอะไร?

-2-

             ความไวที่แท้จริง ต้องในชั่วพริบตา

             แบบเดียวกับลมที่พัดผ่านก้อนเมฆสุรยันจันทรา แบบเดียวกับที่บอกไม่ถูกว่าใบไม่ร่วงเมื่อไร หรือฟันซี่แรกของเด็กทารกงอกตอนไหน

             หรือแม้แต่ บอกไม่ได้... ว่ารักตั้งแต่ตอนไหน (ประโยคจากเรื่องคนม้าบิน)

             เคยเป็นกันไหม อยู่ดีๆ เราเกิดคิดถึงใครสักคนขึ้นมา อย่างกำลังอ่านหนังสืออยู่ ตอนกำลังจะเข้านอน แล้วตั้งคำถามขึ้นมากับตัวเอง "กูเป็นเตี้ยอะไรว่ะ ทำไมต้องคิดถึงเธอด้วย" (เตี้ยคือคำที่ผมมักจะเผลอพูดออกมาในใจมากกว่า หรือบางทีก็พูดออกมาข้างนอกถึงใครสักคนทั้งที่มันตัวสูงกว่าผม)

             เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมเจอเธอที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง วันแรกที่ผมเจอเธอผมมองเธอจากข้างหลัง ดูเธอค่อยๆ เดินจากไป แล้วลุ้นให้เธอหันมาเหมือนคนลุ้นล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งจากทางวิทยุ(ย้ำทางวิทยุนะครับ) "หันมา หันมา หันมา" (พูดในใจนะ) แต่เธอไม่ได้หันมา ผมอุทานในใจเหมือนผู้ชายหลายๆ คน เวลาเจอใครซักคนเมื่อแรกเจอ คนที่บอกความรู้สึกไม่ถูก แล้วปล่อยให้เธอเดินหายจากไป อย่างที่ 'นิ้วกลม' เคยฝากตัวอักษรไว้ "ชาตินี้ผมคงไม่ได้เจอเธออีกแล้ว"

             (ทั้งที่ในใจหวังว่าจะได้เจออีก)

 

             มีอยู่ตอนหนึ่งในหนังสือชื่อดัง ชื่อ 'เจ้าชายน้อย' เชื่อว่าเป็นตอนโปรดของใครหลายคน ตอนที่เจ้าชายน้อยคุยกับสุนัขจิ้งจอก

             สุนัขจิ้งจอกบอกกับเจ้าชายน้อยว่าเจ้าชายน้อยจะเป็นเพื่อนกับฉันได้ต้องฝึกให้ฉันเชื่องก่อน

             เจ้าชายน้อยถามว่า "ฝึกให้เชื่องคืออะไร"

             สุนัขจิ้งจอก "มันคือสิ่งที่ทุกคนมักลืมมันไป" สำหรับฉันเธอเป็นเหมือนเด็กคนอื่นๆ ร้อยพัน ฉันไม่ต้องการเธอ เธอก็ไม่ต้องการฉัน และสำหรับเธอ ฉันก็เป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอกตัวอื่นๆ ร้อยพันนั่น เธอต้องฝึกให้ฉันเชื่องก่อน

             เจ้าชายน้อยถาม "ฝึกให้เชื่องอย่างไร"

             สุนัขจิ้งจอก "เธอจะต้องมีความอดทน" เธอจะต้องนั่งห่างฉันหน่อยในตอนแรก ฉันจะชายตาดูเธอ จากนั้นเธอก็อย่าพูดอะไรเลย เพราะภาษาคือที่มาของความเข้าใจผิด แล้วเธอค่อยๆ เขยิบหาฉันทีละน้อย

             สุนัขจิ้งจอกบอก "และเธอต้องทำมันเป็นประจำ"

            สุนัขจิ้งจอกยกตัวอย่าง "อย่างเธอปีนเข้าหน้าต่างห้องผู้หญิงทุกวันเวลาเที่ยงคืน พอเวลาห้าทุ่มผู้หญิงก็เริ่มเป็นสุขหรืออุ่นเครื่องรอ พอเที่ยงคืนผู้หญิงจะตื่นเต้นกระวนกระวาย ผู้หญิงจะรู้คุณค่าของความสุข" (ท่อนนี้ผมดัดแปลงหน่อยนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

            กลับมาโรงอาหารที่ผมเจอเธอ ผมมองเข็มนาฬิกาบนข้อมือ ผมบ่นกับเพื่อนร่วมโต๊ะว่าวันนี้ทำไมเธอยังไม่โผล่มาอ่ะ เวลาเลยจากเวลาที่เธอเคยมาปกติ ผมรู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธตัดสัมพันธ์รัก ทั้งที่ไม่เคยเข้าไปคุยกับเธอซักคำ หรือผมกำลังเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอกที่กำลังถูกทำให้เชื่อง (โดยที่เธอไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ได้รับรู้อะไรเลย) ซักพักเธอปรากฏตัวพร้อมกับเพื่อนที่มาพร้อมกับเธอไม่เคยซ้ำหน้ากับสัปดาห์ก่อนๆ

           จริงๆ ถ้าย้อนกลับไปวันแรกที่เห็นหน้าเธอ ถามว่าอะไรทำให้ผมยังโผล่มาที่โรงอาหารแห่งนี้ทุกวันพุธ ผมมีทัศนคติเริ่มต้นจากอะไรบางอย่าง เหมือนที่เวลาที่เขามีจัดนิทรรศการศิลปะอะไรซักอย่าง แล้วผมไปดู เวลาผมไปดูศิลปะพวกนี้ถามว่าผมชอบงานศิลปะทุกชิ้นที่ไปดูหรือเปล่า 'ไม่' แน่นอน ไปบางงานที่จัดผมอาจไม่เจองานที่ผมชอบซักชิ้นเลยก็ได้ นานๆ จะมีศิลปะที่ผมจะชอบสักชิ้นจากหลายงานที่จัด ถ้าเจองานศิลปะที่ชอบถ้าเป็นไปได้ไม่ลำบากผมก็มักอยากกลับไปดูศิลปะชิ้นนั้นอีก ผมว่าเธอก็เหมือนกันถ้าการได้เจอเธอแล้วผมมีความสุขทำไมผมไม่ไปดู ถึงรู้ว่าท้ายที่สุดจะไม่ได้ครอบครอง ยิ่งถ้าเปรียบเธอกับงานศิลปะด้วยต้องขอยืมภาษาของนิ้วกลม 'เธอเหมือนศิลปะที่เหมือนคนสร้างตั้งใจสร้างขึ้นมาอย่างจงใจลำเอียง' ในสายตาผมถ้าจับเธอมายืนคู่แอฟ ทักษอร แอฟอาจดูขี้เหร่ไปนิดๆ แพนเค้กอาจดูโทรมๆ ผมสังเกตเวลาเธอเดินเข้ามาในโรงอาหารสายตาทุกสายตามักจับจ้องไปที่เธอ เหมือนอยู่ในห้องสว่างและเกิดดับไฟในห้องให้มืดไปหมด แล้วเปิดไฟสไลด์ไปที่เธอจุดเดียว (ถ้าเปรียบเทียบแบบ 'วิชัย คนโรงแรม' เหมือนเธอเดินผ่านสนามฟุตบอล ชายยี่สิบสองคนในสนามพร้อมใจกันหยุดกิจกรรมพร้อมใจกันมองที่เธอ จนเธอเดินหายลับไปกับตาแล้วค่อยเตะบอลกันต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น) ยืนยันได้จากเพื่อนๆ ผมที่โต๊ะอาหารเองที่ผมถึงกลับต้องบอก ให้ช่วยหันมามองอย่างอื่นบ้าง แล้วปากช่วยหุบๆ หน่อย

            แต่นั้นผมก็ว่าไม่ใช่เหตุผลจริงๆที่ทำให้ผมคิดถึงเธอหรอก

-1+2-

            มีเพลงอยู่เพลงหนึ่งผมชอบมากตั้งแต่สมัยมอห้า (อันนี้คนอ่านไม่ต้องแดกดันเลยครับว่านานมากแล้ว)

            ถ้าให้จัดเพลงรักยี่สิบเพลงรักในชีวิตต้องมีเพลงนี้ติดอยู่แน่ๆ เพลงนี้มีท่อนหนึ่งผมชอบมาก มันร้องว่า "โอ้ดวงใจน้อยๆ ที่เฝ้าคอยเก็บไว้ รักเป็นไงต้องใช้เวลาศึกษามัน ก็ถูกใจลึกๆ แค่แอบมองแอบฝัน เผื่อสักวันเขานั้นจะมองกลับเหลียวมา พอสายตาประสานใจฉันมันแพ้พ่าย เตรียมถ้อยคำอย่างไรยังนึกกลัว"

            ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาหลังเจอเธอวันแรก ผมตั้งใจจะมองข้างหลังของเธอ เดินหายลับตาไปอย่างเช่นเคย แต่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น

            เธอหันมา....

            สายตาคู่นั้น....

            สายตาของผม

            คุณๆ เคยรู้สึกความสึกนี้ไหมครับ มันเหมือนกับตอนฝนตก คุณยืนหลบฝน แต่สายฝน+สายลมพัดกระเซ็นใส่หน้าเราอย่างเย็นสดชื่นพอดี แต่ที่มากกว่านั้นก็คือ มันเหมือน ณ ช่วงขณะนั่นท้องฟ้าก็ถึงเวลาที่ดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์โคจรครบรอบมาเจอกันพอดีด้วย (มันเป็นได้ยังไงว่ะเนี้ยฝนตกอยู่นะเว้ย)

            ครับแปลกดี เวลาสายตาปะทะกัน มีคำพูดเกิดขึ้นเป็นหลายร้อยหลายพันคำแต่ไม่มีคำไหนอธิบายความรู้สึกได้ แต่เราเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ดี

            ผมเดินไปกดน้ำจากตู้กดน้ำของโรงอาหาร เพื่อจะได้ดูเธอเดินหายลับตาไปกับตัวตึก

            ผมคิดอะไรขึ้นมาได้ประโยคหนึ่ง

 

           "หรือเธออาจคือตัวเลข(หนึ่ง)หายไป"

           

           

           

 

 

edit @ 12 Nov 2009 09:55:32 by LoveisTime

edit @ 12 Nov 2009 14:31:29 by LoveisTime

Comment

Comment:

Tweet

คุณบรรยายได้อรรถรส ^^

#2 By NPforever on 2009-11-11 15:43

งั้นเลขหนึ่งที่เรากำลังหามันอยู่ไหนหล่ะเนี่ย

#1 By IllusionCheshire on 2009-11-11 15:30