ในรอบเดือนที่ผ่านมาถ้าไม่นับหนังสือกำลังภายในของหวงอี้แล้ว

                    หนังสือที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวียดนามรูปหนึ่งที่ชื่อ ติช นัท ฮันห์ เป็นหนังสือที่ผมหยิบมาอ่านมากที่สุด

                    มีอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับพระรูปนี้ ?

               ติช นัท ฮันห์ เป็นพระชาวเวียดนาม ในพุทธนิกายมหายานที่แตกต่าง จากพุทธนิกายในบ้านเราที่ส่วนใหญ่เป็นเถรวาท แต่สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวท่านมากๆ คือลักษณะการสอนธรรมะของท่านที่มีลักษณะที่แตกต่างจากครูบาอาจารย์ในบ้านเรา ซึ่งจะเรียกได้กว้างๆ ว่าเป็นแนวทางแห่งเซน หรือจะเรียกในลักษณะเฉพาะตัวของท่าน ที่คนอื่นเรียกกันว่า แนวทางหมู่บ้านพลัม

                    อย่างในหนังสือเล่มหนึ่ง มีประโยคหนึ่งผมชอบมาก ซึ่งเป็นการนั่งสมาธิแบบมีบทนำ ด้วยประโยคที่ว่า                   

                     หายใจเข้า... ฉันเห็นตัวฉันเป็นดั่งดอกไม้ หายใจออก... ฉันรู้สึกสดชื่น                                       

                      หายใจเข้า... ฉันเห็นตัวฉันเป็นดั่งภูเขา หายใจออก... ฉันรู้สึกมั่นคง                     

                     หายใจเข้า... ฉันเห็นตัวฉันเป็นดั่งน้ำใส หายใจออก... ฉันสะท้อนสรรพสิ่งอย่างที่เป็นอยู่                    

                     หายใจเข้า... ฉันเห็นตัวฉันเป็นดั่งที่ว่างกว้างใหญ่ไพศาล หายใจออก... ฉันรู้สึกเป็นอิสระ 

                    อย่างคำสอนเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับเรื่องเล่าหนึ่งในนิยายมักกรคู่สู้สิบทิศของ หวงอี้ผมขอเริ่มจากเรื่องเล่าในนิยายมักกรคู่ฯ ก่อนเป็นเรื่องชายคนหนึ่งถามหลวงจีนว่า ในทางพุทธ การจะสำเร็จมรรคาได้ ต้องใช้ความเพียรไหม

                    หลวงจีนตอบว่า ต้องใช้

               ชายคนดังกล่าวถามว่าใช้อย่างไร

                    หลวงจีนตอบ เวลาท้องหิวก็กินข้าว เวลาง่วงหาวก็เข้านอน

               ชายคนดังกล่าวสงสัยว่านั้นไม่ใช่สิ่งที่คนปกติทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

                    หลวงจีนตอบ คนปกติเวลากินข้าวมักคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ จิตใจไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว

               ท่าน ติช นัท ฮันห์ กล่าวว่า พระพุทธองค์ทรงตักเตือนพวกเราอยู่เสมอว่า อดีตได้ผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง ช่วงขณะของชีวิตเดียว คือช่วงขณะปัจจุบัน เราได้นัดหมายกับชีวิตของเรา และการนัดหมายนั้นเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ ถ้าเราพลาดปัจจุบันขณะ เราก็พลาดการนัดหมายของชีวิตเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรามีวิธีการฝึก อย่างการเดินแห่งสติ การรับประทานอย่างมีสติ การนั่งอย่างมีสติ พระพุทธเจ้าเป็นใครสักคนหนึ่งที่สามารถอยู่ตรงนั้นในปัจจุบันขณะเสมอ เมื่อพระพุทธองค์ทรงเดินอย่างมีสติในทุกย่างก้าว

 

                    อย่างในหนังสือบางเล่มที่มีการรวมเรื่องราวถามตอบของท่าน มีคำถามหนึ่งซึ่งเป็นเด็กอายุไม่กี่ขวบถามคำถามหนึ่งกับท่าน และผมชอบคำตอบมาก

                    เด็กถาม ทำไมพระอาทิตย์ต้องขึ้นตอนเช้าด้วย

               ท่าน ติช นัท ฮันห์ ตอบ ทำไมจะขึ้นไม่ได้เล่า

                 

               หรือเรื่องเล่าของท่าน ท่านเล่าเรื่องชายคนหนึ่งพูดกับม้า

                   ชายคนนั้นพูดกับม้า เพราะว่าตัวฉันคิดเช่นนั้นฉันจึงเป็นเช่นนั้น

                    ม้าถามชายคนดังกล่าว เป็นเช่นไรเล่า

               ชายคนดังกล่าว เพราะฉันคิดเช่นนั้นฉันจึงเป็นเช่นนั้นไงเล่า

               (ผมอ่านท่อนนี้ กลั้นฮาไม่ไว้)  

                    อีกเรื่องเป็นเรื่องของในหนังสือชื่อกุญแจเซน เรื่องของลูกศิษย์ถามพระอาจารย์เกาจู ว่า ท่านคิดว่าท่านโพธิธรรมมีความปรารถนาใดถึงเดินทางมาที่จีน

               พระอาจารย์เกาจูบอกลูกศิษย์ ให้กลับไปดูสวนดอกไม้ของท่าน

 

               ส่วนอีกเรื่องคำถามเกี่ยวกับการนั่งสมาธิ ถามว่าถ้านั่งแล้วปวดเมื่อยทำยังไง

                   ท่านติช นัท ฮันท์ บอก ก็ทำไมเราตอนนั่งดูหนังนั่งดูละคร ทำไมเราไม่ปวดขา ไม่ปวดตัวเล่าท่านติช นัท ฮันท์ บอก เรามีความตั้งใจมีความพยายามในการนั่งสมาธิมากเกินไป เราต้องพยายามหาความสนุกจากการนั่งสมาธิ เหมือนที่เรามีสมาธิกับสิ่งที่เราชอบทำ

 

               และเรื่องสุดท้าย (จริงๆ มีอีกหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ผมนำมาเสนอวันนี้เอาแค่นี้ก่อน) เป็นเรื่องที่ท่านพูดเกี่ยวกับการเกิด การตาย  

                    ท่านบอกว่า ความคิดว่าตายไปแล้วคือการสิ้นสุด เป็นความคิดที่ตื้นเขินมาก เพราะถ้าเราเข้าใจธรรมชาติแท้จริง เราจะสัมผัสได้ของไร้การมา ไร้การไป ไร้การเกิด ไร้การตาย การเกิดและการตายเป็นเรื่องที่มนุษย์สมมุติขึ้นทั้งนั้น ท่านเปรียบธรรมชาติของการเกิดการตาย ไว้กับการมาการไปของก้อนเมฆ แต่ผมขอเอามาเปรียบเทียบกับดาวหาง โดยของยืมตัวอักษรที่แปะไว้ในหน้า 439 ของหนังสือชื่อ ดาวหางเหนือทางรถไฟ ที่ ทรงกรด บางยี่ขัน เขียนเอาไว้ว่า ดาวหางไม่ได้เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง แต่มันโคจรเป็นวง ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดสิ้นสุด และไม่มีวัดหยุด ถ้าการเดินทางของคนเป็นเหมือนการโคจรของดาวหาง วันนี้และวันไหนๆ ก็ยังไม่ใช่วันสุดท้ายของการเดินทาง

                   อย่างกับที่ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวไว้ว่า ถ้าเรามองอย่างลึกซึ้ง เราจะมีตาเช่นพระพุทธเจ้า เราจะเห็นได้ว่าคนที่เรารักไม่ได้หายไปไหน เมื่อเราสัมผัสกับธรรมชาติของการไร้การเกิด ไร้การตาย เราจะไม่มีความกลัว ไม่มีความกังวลต่อไป และนี้คือความหมายของนิพพาน

                   นิพพานไม่ใช้เป้าหมายแต่เป็นหนทาง                          

 

edit @ 8 Nov 2009 21:44:14 by LoveisTime

Comment

Comment:

Tweet