(โคราช8เด้ง) คิดแบบเด็กทำอย่างผู้ใหญ่
posted on 24 Feb 2010 10:33 by loveistime
คิดแบบเด็กทำแบบผู้ใหญ่
กลับออกจากที่พัก ‘ศิลาสากลรีสอร์ท’ ที่พักเมื่อคืน ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากเพื่อนพี่หมิงครั้งนี้ ให้มาพักฟรี
ซึ่งพี่หน่อยไปสอบถามว่ารีสอร์ทแห่งนี้ไม่ได้เปิดเพื่อการค้า แต่ใช้เป็นการส่วนตัวหรือใช้สำหรับหน่วยงานราชการที่ขอมาใช้เป็นพิเศษ พี่หน่อยบอกว่าเดี๋ยวสัปดาห์หน้าช่อง 3 หรือ ช่อง 7 ไม่รู้ จะมาใช้สถานที่ที่ที่เราพัก
ออกจากที่พักถ้าตามกำหนดการเดิมคือต้องไปแวะกินข้าวที่ฟาร์มโชคชัยตอนกลางวันก่อนจะไปต่อที่ไร่สุวรรณเพื่อซื้อของฝากกลับบ้าน
แต่กำหนดการมีการเปลี่ยน เพราะเห็นว่าเมื่อวานเรากินร้านอาหารสเต็กกันแล้ว วันนี้เลยน่าจะเปลี่ยน เราเลยเปลี่ยนเป็นร้านอาหารเรือนไทยแทน
ซึ่งหลังกินอาหารมื้อนี้เสร็จรถคันผมก็ขอแยกย้ายกลับกรุงเทพก่อน ไม่ขอไปไร่สุวรรณ เช่นเดียวกับกลุ่มพี่หมิงกับเพื่อนก็ขอแยกย้ายไป Outlet
เราใช้เวลาล่ำลากันไม่นานก็แยกย้ายกันกลับ ก่อนแยกย้ายกันกลับ ผมพูดเล่นๆ ว่าคันผมรีบกลับจะไปงานบอลจุฬา-ธรรมศาสตร์
พี่หน่อยบอกแฟนพี่เป็นคนอันเชิญพระเกี้ยว
ผมคิดในใจ ไอ้เด็กผู้ชายที่แบกหรือ? โดยไม่ต้องพูดอะไรออกไปมากเพราะแก โดนพี่จิ๋มกับพี่นกรุมสหบาทาทางคำพูดแทนผมไปแล้ว
ผมบอกกับพี่ตี๋ว่าจะขอแวะฟาร์มโชคชัยเพื่อซื้อของฝากแทน เพราะไม่ได้แวะซื้อที่ไร่สุวรรณแล้ว พี่ตี๋ตอบตกลงเพราะแกจะซื้อด้วยเหมือนกัน แต่ก่อนแวะฟาร์มโชคชัยแวะ Outlet ให้พี่นกซื้อกาแฟก่อน
ถึงฟาร์มโชคชัย พี่ตี๋จอดรถหน้า Umm… mill
ก่อนเข้าที่จอด เรื่องที่คุยกัน ไม่แปลกถ้าจะพูดถึงสิ่งที่แยกไม่ออก ระหว่างฟาร์มโชคชัย กับ ตัวผู้บริหารและเจ้าของอย่าง ‘คุณโชค บูลกุล”
ผมบอก “ฟาร์มโชคชัยตอนนี้ดูใหญ่โตมากกว่าที่เคยมาเมื่อหลายปีก่อนเยอะ ที่จอดรถก็ด้วย”
พี่ตี๋พูดขึ้น “ว่าตัวคุณโชค ดังมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแต่งงานกับสู่ขวัญที่อ่านข่าวคู่สรยุทธช่วงนั้นด้วย”
พอพี่ตี๋พูดเรื่องนี้ ทำให้ผมคิดเป็นเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด ว่าถ้าคุณโชค ที่จัดเป็น CEO Branding คนหนึ่งและเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมาก ถ้าไม่ได้แต่งงานกับคุณสู่ขวัญจะดังไหม เพราะจริงๆ ความเป็นคนเก่งก็เก่งอยู่แล้ว คนมันจะดังๆ ก็ต้องดังอยู่แล้วหรือไม่
แต่อะไรบางทีก็ต้องมีคนช่วยอยู่เหมือนกัน และไม่เห็นแปลกอะไรถ้าคนช่วยคนนั้นคือคนที่เราเลือกเป็นภรรยา ถือเป็นเรื่องเติมเต็มแล้วกัน
ไม่ทันได้คุยต่อเรื่องคุณโชค ก็แยกย้ายไปซื้อของฝากกันก่อน
พอซื้อข้าวของกันเสร็จก็กลับมาที่รถ คุยเรื่องนี้ต่อ ขณะวนรถอยู่ที่จอดรถเพื่อจะออกจากฟาร์ม ผมเล่าเรื่องคุณโชคต่อ บอกว่า “สมัยที่คุณโชคเข้ามารับบริหารกิจการฟาร์มโชคชัยใหม่ๆ ตอนนั้นแกอายุ 25 ปี และต้องมารับหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุด ขณะภาวะตอนนั้นบริษัทเป็นหนี้อยู่เกือบ 500 ล้านบาท”
ผมเล่าต่อ “ตอนนั้นคุณโชคตัดสินใจขายกิจการที่ทำรายได้หลักอย่างผลิตภัณฑ์ตรานมโชคชัย เพราะมองว่าการแข่งขันสูง และเลือกทำธุรกิจที่คนอื่นลอกเลียนแบบได้ยาก ทำธุรกิจในแบบเฉพาะตัว ที่ไม่ต้องแข่งขันกับใครมาก”
พี่ตี๋แสดงความเห็นด้วยบอก “พวกเกษตรกรที่รีดนมวัว แล้วเอามาขายจะเห็นว่า ตอนหลังธุรกิจพวกนี้รอดยาก”
ผมคิดในใจ ไม่แปลกถ้าใครจะเห็น นมหรือแฟรน์ไชส์ Umm… mill มากกว่า ตรานมโชคชัย เพราะยี่ห้อนี้ขายให้เขาไปแล้ว ส่วน Umm… mill เป็นการเอากับมาทำใหม่เพื่อต่อเติมธุรกิจให้ครบวงจร และต้องใช้ชื่อใหม่ เพราะชื่อเก่าขายลิขสิทธ์ให้เขาไปแล้ว
ในหนังสือเกี่ยวกับคุณโชค ไม่ว่าจะฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ , ซีอีโอสลับร่าง , หรือโชคช่วยด้วย...ประสบการณ์ ที่ผมเคยอ่าน จะมีคำพูดประโยคหนึ่งที่คุณโชคพูดเสมอ คือคำว่า
คิดแบบเด็กทำแบบผู้ใหญ่
ซึ่งความหมายนี้จะหมายความสั้นๆ คือ วิธีคิดต้องมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการแบบเด็กๆ แต่ลงมือทำ ต้องมีการวางแผน ต้องมีระบบระเบียบอย่างผู้ใหญ่
ในหนังสือฟาสต์ฟู้ดธุรกิจลำดับที่12 ของ ‘หนุ่มเมืองจันทร์’ ได้เล่าถึง แนวคิดธุรกิจของคุณโชค มักเริ่มต้นจากรากฐานที่มีอยู่แล้ว เมื่อมีฟาร์มโคนมแทนที่เขาจะขยายไปสู่อุตสาหกรรมนมกลับไปขยายสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ขายประสบการณ์สำหรับคนกรุงและเด็กที่โหยหาธรรมชาติ ป้อนนมวัว ทำไอศกรีมเอง
จะเห็นได้ว่าอย่างร้าน Umm… mill หน้าฟาร์มโชคชัยที่พวกผมจอดรถเมื่อกี้ จะมีสาธิตรีดนมวัวให้เห็นสดๆ ก่อนจะผ่านกรรมวิธีผ่านทางท่อ แล้วนำมาขายหน้าร้านให้เห็นกันสดๆ
ในหนังสือเล่มนี้ ‘หนุ่มเมืองจันทร์’ ยังเล่าถึงในที่ห้องประชุมของฟาร์มโชคชัย ว่าคุณโชคมักบอกลูกน้องเสมอ การวิเคราะห์อะไรห้ามใช้คำว่า “ผมคิดว่า...”
ต้องเริ่มจาก “ผมรู้ว่า...” ก่อน
‘หนุ่มเมืองจันทร์’ บอกว่า การวิเคราะห์เริ่มต้นจาก ‘ความรู้’ แต่ความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นจาก ‘จินตนาการ’
รถมุ่งตรงกลับกรุงเทพ
พี่ตี๋แซวพี่จิ๋มบอกจิ๋มมาเที่ยวนี้สร้างชื่อจริงๆ ด้วยการเล่นไพ่
แต่ละคนช่วยพูดกัน รวมทั้งตัวแกด้วย “มาเที่ยวเที่ยวนี้ เป็นผู้หญิงคนเดียวนั่งเล่นไพ่อยู่จนดึก แล้วกินเหล้า เสียงดังด้วย”
ผมบอกเหมือนที่บอกย้ำกับคนอื่นในหลายๆ ครั้ง บอก “ตอนแรกพี่จิ๋มก่อนมาบอกว่าจะไม่เล่น เช็คดวงก่อนมาว่าไม่มีดวงการพนัน แต่ถึงเวลาเล่นจริง เล่นตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีขาดสักตา”
ผมบอก ต่อไปนี้กลายเป็นแบรนด์ติดตัวไปแล้ว
พี่ตี๋บอก เป็นตัวคีย์แมนสำคัญที่ทำให้เที่ยวนี้สนุก (ผมคิดในใจว่าจริง ขนาดพี่ชัดกับมินท์ออกปากว่า มาเที่ยวรอบหน้าต้องเอาพี่จิ๋มมาด้วยให้ได้ ไม่นั้นพวกเขาจะไม่มา)
ผมบอกพี่จิ๋มมารอบนี้สร้างแบรนด์ได้แล้ว
ผมกลับไปคิดเรื่องคุณโชคกับฟาร์มโชคชัยอีกครั้ง เมื่อพูดเรื่องการสร้างแบรนด์ เพราะฟาร์มโชคชัยปีๆ หนึ่งตั้งงบ ใช้งบในการโฆษณาน้อยมาก ยิ่งถ้าเทียบกับอัตราส่วนบริษัทอื่นๆ แต่ฟาร์มโชคชัยและตัวคุณโชคกับเป็นที่รู้จักในสังคมอย่างกว้างขวาง
ก่อนจะไปเล่าถึงพี่จิ๋มกับฟาร์มโชคชัยสร้างแบรนด์ ผมกับมาเล่านิยามของคำว่า Brand ให้ฟังนิดหนึ่ง ซึ่งคุณบัณฑูร ล่ำซำประธานเจ้าหน้าบริหารธนาคารกสิกรไทยพูดไว้ว่า
“Brand คือ ประสบการณ์ที่ประทับอยู่ในใจลูกค้า ที่ทำให้เกิดความรู้สึกกับยี่ห้อสินค้า หรือ บริษัทนั้นๆ เป็นเรื่องที่มากกว่าชื่อและสี หรือรูปลักษณ์ใหม่ๆ มากมาย”
ขณะที่คุณดลชัย บุณะรัตเวช ซีอีโอ เดนท์สู ยัง แอนด์ รูบแคม บอกว่า "Brand คือประสบการณ์ของผู้บริโภค จากสิ่งที่แบรนด์นำเสนอรวมไปถึงการสื่อสารอื่นๆ ทุกอย่างที่ออกจาก Brand แบรนด์คือการสะสมรวบรวมของการรับรู้ เป็นผลของความเข้าใจและความรู้สึกรวมๆ เป็นสิ่งที่สะสมมาเรื่อยๆ เป็นการรับรู้ที่ยังอยู่ในหัวสมองคน"
ขณะที่ขับรถกันไปก็เผลอไม่ได้ที่จะนินทาพี่คนหนึ่งซึ่งทำงานที่เดียวกัน และพี่ที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่ตี๋กับพี่นก โดยพี่คนนี้จะรู้จักกันว่าพี่เขามีแบรนด์ โดยเขาจะมีลูกค้าหรือจะเรียกว่าสมาชิกดีเพราะไม่ได้คิดเงินหรือค่าบริการอย่างใด มีสมาชิกอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งก็จำนวนไม่น้อย
ที่จะทำให้ทักกันในหมู่เพื่อนฝูงว่า “มีหนังของพี่เจตไหม” และเป็นที่รู้กันหนังแนวอะไร
ช่วงนี้พี่เจตไม่ได้ส่งรูปมาให้เลยวะ (ก็จะรู้กันว่ารูปแนวอะไร)
เคยมีคนแซวกันถึงขนาดว่าถ้าพี่แก ไปเล่นรายการแฟนพันธุ์แท้ ซึ่งคงจะไม่ถูกจัดแฟนพันธุ์ประเภทนี้ขึ้นแน่ในเมืองไทย แกอาจเปิดรูปออกมาเห็นขนบางส่วนของร่างกายแล้วสามารถตอบได้เลยว่าเป็นขนของใคร
กลับมาที่พี่จิ๋มกันต่อ ผมมองพี่เจตกับการสร้างแบรนด์ที่ผ่านมาหรือพี่จิ้มสร้างแบรนด์ในครั้งนี้ มันก็มีส่วนกับการสร้างแบรนด์ของบริษัทหลายๆ แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ คือไม่ได้จากเริ่มอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากการทำสิ่งแกชอบอยู่แล้ว หรือบุคลิกที่แกเป็นอยู่แล้ว ทำให้เป็นลักษณะเฉพาะตัว และวันหนึ่งพอส่งไปยังผู้คนแล้วทำให้ผู้คนประทับใจ ก็จะเป็นสิ่งที่อยู่ในใจผู้คน ซึ่งเมื่อแกเป็นสิ่งเป็นหรือทำในสิ่งที่แกทำอยู่แล้ว ก็จะสามารถสื่อสารและรักษาแบรนด์และความรู้สึกถึงผู้คนรอบข้างได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างไม่ต้องเหนื่อยยากอะไร
ถ้าผมมองการสร้างแบรนด์ของคนกับการสร้างแบรนด์ของบริษัทถ้ามองไม่แตกต่างกันอย่างไร ผมก็คงพอสรุปได้ว่า การสร้างแบรนด์หรือการสร้างภาพลักษณ์ความประทับใจให้ลูกค้า บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนอะไรมากมาย และไม่บางทีก็ไม่เริ่มอะไรจากที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากสิ่งธรรมดาสามัญ ที่มีลักษณะเฉพาะตัวส่งสารออกไป
ไม่แปลกใจอย่างไรถ้าฟาร์มโชคชัยไม่จำเป็นต้องใช้งบอะไรมากมายเพื่อการโฆษณา แต่เน้นที่การสร้างแบรนด์ที่มีความหมายมากกว่าการโฆษณา สื่อสารออกไป
ผมกลับไปชวนคุยเรื่องลุงที่ปั้มน้ำมัน ที่พี่ตี๋แวะเติมขามา ผมบอกพี่ตี๋ตอนที่แกถามอยู่ได้ น่าจะบอกแกไปว่า “รีบเติมน้ำมันเสียทีเถอะ เป็นคำตอบสุดท้าย”
คนในรถหัวเราะกัน
พี่ตี๋บอก “แกถามคำถามอย่างกลับเล่นเกมส์อะไรซักอย่าง หรือถามคำแบบเหมือนเราไปทำความผิดอะไรเอาไว้”
ขออภัยนะครับขอวางป้ายหน้ารถนะคร้าบ..
ขอโทษนะครับจะขอเทรนเด็กหน่อยนะคร้าบ
ขอโทษนะครับจะเติมลมมั้ยครับ
ขออภัยนะครับจะเช็คกระจกหน้ารถมั้ยครับ
ขอโทษนะครับจะเติมน้ำมันชนิดมั้ยครับ
ขอโทษนะครับจะรับใบเสร็จมั้ยครับ
ขอโทษนะครับ ขอถามเป็นคำถามสุดท้ายนะครับ มีขยะในรถให้ทิ้งหรือเปล่าครับ
พี่ตี๋บอก “เราก็รีบจะไปอยู่ด้วย ไม่รู้ถามอะไรขอแกนักหนา”
ผมบอก “แกแต่ตัวไม่เหมือนเด็กปั้มด้วยนะ ตอนแรกนึกว่ายามรักษาความปลอดภัยดูจากหมวก”
พี่ตี๋บอก “แกคงรับหลายจ็อบ ใส่เสื้อแบบวินมอเตอร์ไซด์ด้วย หรือบางทีแกอาจเป็นเจ้าของ”
แต่ละคนหัวเราะ
ผมถาม “ถ้ามีใครมาบริการอย่างนี้จริงดีหรือป่าว”
พี่นกบอก “คงแปลก เพราะคงไม่มีใครมากขนาดนี้หรอก”
ผมคิดค้านกับพี่นกในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป “มันอาจเป็นการสร้างแบรนด์ก็ได้”
ตอนนี้ผมนั่งรถผ่านโชคชัย แต่เป็นโชคชัย 4 ลาดพร้าว หลังจากแยกกับพี่ตี๋ พี่นก พี่จิ๋ม ผมนั่งรถกลับบ้าน ผมคิดถึงประโยค “คิดแบบเด็ดทำแบบผู้ใหญ่” อีกครั้ง
ผมคิดว่า มาเที่ยวเที่ยวนี้ผมได้อะไรจากเด็กๆ หรือเปล่า
จากตอนเล่นแยกบอลกับน้องกอปอ หรือเล่นยิงปืนเด็กเล่นกับแมงมอสกับกอปอ หรือตอนที่พวกเด็กๆ ร้องเพลงคาราโอเกะกัน
ผมคิดถึงคำพูดหนึ่งของผู้บริหารไอบีเอ็ม ที่บอกว่า “ถ้าเราอยากรู้ว่าโลกข้างหน้าเป็นอย่างไรต้องไปถามเด็กอายุสิบสี่สิบห้า ว่าเขามองโลกข้างหน้าอย่างไร เพราะสิบปียี่สิบปีข้างจะเป็นโลกของเขา ผู้ใหญ่อย่างเรามักมองโลกข้างหน้าด้วยเชื่อสายตาของเรามากเกินไป”
ผมไม่ได้เห็นวิสัยทัศน์เด็กไกลขนาดนั้น
แต่ผมเห็นว่าเด็กมองโลกสายตากระตือรือร้นอย่างสนุกสนานและสนใจใคร่รู้เสมอ มันทำให้เช้าวันใหม่ของเด็กเป็นวันที่มหัศจรรย์ เพราะเขาอาจหวังที่จะเจอสิ่งใหม่ๆ เสมอ
แต่ขณะเดียวกัน เด็กๆ ก็ขาดความสุขุมรอบคอบ เยือกเย็น และระมัดระวังตัว เป็นเหตุให้โดนผมแกล้งกลับโดยง่าย หรือ วิ่งเล่นหกล้มเสมอ แต่ร้องไห้เสร็จสักพัก ก็กลับมาวิ่งเล่น หัวเราะต่อ
หรือผมจะมองว่าการทำอะไรด้วยความสุขุมรอบคอบ เยือกเย็น ควรเป็นหน้าที่อย่างผู้ใหญ่อย่างผม แต่การมองอะไรด้วยสายตาที่กระตือรือร้น มองทุกอย่างอย่างสนใจใคร่รู้อย่างเด็ก คือสิ่งที่ผมควรเอาแบบอย่างจากเด็ก อย่างที่คุณโชคบอก
“คิดแบบเด็กทำอย่างผู้ใหญ่”
-จบ-