คิดแบบเด็กทำแบบผู้ใหญ่

                 กลับออกจากที่พัก ศิลาสากลรีสอร์ทที่พักเมื่อคืน ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากเพื่อนพี่หมิงครั้งนี้ ให้มาพักฟรี

                        ซึ่งพี่หน่อยไปสอบถามว่ารีสอร์ทแห่งนี้ไม่ได้เปิดเพื่อการค้า แต่ใช้เป็นการส่วนตัวหรือใช้สำหรับหน่วยงานราชการที่ขอมาใช้เป็นพิเศษ พี่หน่อยบอกว่าเดี๋ยวสัปดาห์หน้าช่อง 3 หรือ ช่อง 7 ไม่รู้ จะมาใช้สถานที่ที่ที่เราพัก

                        ออกจากที่พักถ้าตามกำหนดการเดิมคือต้องไปแวะกินข้าวที่ฟาร์มโชคชัยตอนกลางวันก่อนจะไปต่อที่ไร่สุวรรณเพื่อซื้อของฝากกลับบ้าน

                        แต่กำหนดการมีการเปลี่ยน เพราะเห็นว่าเมื่อวานเรากินร้านอาหารสเต็กกันแล้ว วันนี้เลยน่าจะเปลี่ยน เราเลยเปลี่ยนเป็นร้านอาหารเรือนไทยแทน

                        ซึ่งหลังกินอาหารมื้อนี้เสร็จรถคันผมก็ขอแยกย้ายกลับกรุงเทพก่อน ไม่ขอไปไร่สุวรรณ เช่นเดียวกับกลุ่มพี่หมิงกับเพื่อนก็ขอแยกย้ายไป Outlet

                        เราใช้เวลาล่ำลากันไม่นานก็แยกย้ายกันกลับ ก่อนแยกย้ายกันกลับ ผมพูดเล่นๆ ว่าคันผมรีบกลับจะไปงานบอลจุฬา-ธรรมศาสตร์

                        พี่หน่อยบอกแฟนพี่เป็นคนอันเชิญพระเกี้ยว

                        ผมคิดในใจ ไอ้เด็กผู้ชายที่แบกหรือ? โดยไม่ต้องพูดอะไรออกไปมากเพราะแก โดนพี่จิ๋มกับพี่นกรุมสหบาทาทางคำพูดแทนผมไปแล้ว

                        ผมบอกกับพี่ตี๋ว่าจะขอแวะฟาร์มโชคชัยเพื่อซื้อของฝากแทน เพราะไม่ได้แวะซื้อที่ไร่สุวรรณแล้ว พี่ตี๋ตอบตกลงเพราะแกจะซื้อด้วยเหมือนกัน แต่ก่อนแวะฟาร์มโชคชัยแวะ Outlet ให้พี่นกซื้อกาแฟก่อน

 

                        ถึงฟาร์มโชคชัย พี่ตี๋จอดรถหน้า Umm… mill

                        ก่อนเข้าที่จอด เรื่องที่คุยกัน ไม่แปลกถ้าจะพูดถึงสิ่งที่แยกไม่ออก ระหว่างฟาร์มโชคชัย กับ ตัวผู้บริหารและเจ้าของอย่าง คุณโชค บูลกุล

                         ผมบอก ฟาร์มโชคชัยตอนนี้ดูใหญ่โตมากกว่าที่เคยมาเมื่อหลายปีก่อนเยอะ ที่จอดรถก็ด้วย

                         พี่ตี๋พูดขึ้น ว่าตัวคุณโชค ดังมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแต่งงานกับสู่ขวัญที่อ่านข่าวคู่สรยุทธช่วงนั้นด้วย

                         พอพี่ตี๋พูดเรื่องนี้ ทำให้ผมคิดเป็นเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด ว่าถ้าคุณโชค ที่จัดเป็น CEO Branding คนหนึ่งและเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมาก ถ้าไม่ได้แต่งงานกับคุณสู่ขวัญจะดังไหม เพราะจริงๆ ความเป็นคนเก่งก็เก่งอยู่แล้ว คนมันจะดังๆ ก็ต้องดังอยู่แล้วหรือไม่

                         แต่อะไรบางทีก็ต้องมีคนช่วยอยู่เหมือนกัน และไม่เห็นแปลกอะไรถ้าคนช่วยคนนั้นคือคนที่เราเลือกเป็นภรรยา ถือเป็นเรื่องเติมเต็มแล้วกัน

                         ไม่ทันได้คุยต่อเรื่องคุณโชค ก็แยกย้ายไปซื้อของฝากกันก่อน

                         พอซื้อข้าวของกันเสร็จก็กลับมาที่รถ คุยเรื่องนี้ต่อ ขณะวนรถอยู่ที่จอดรถเพื่อจะออกจากฟาร์ม ผมเล่าเรื่องคุณโชคต่อ บอกว่า สมัยที่คุณโชคเข้ามารับบริหารกิจการฟาร์มโชคชัยใหม่ๆ ตอนนั้นแกอายุ 25 ปี และต้องมารับหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุด ขณะภาวะตอนนั้นบริษัทเป็นหนี้อยู่เกือบ 500 ล้านบาท     

                        ผมเล่าต่อ ตอนนั้นคุณโชคตัดสินใจขายกิจการที่ทำรายได้หลักอย่างผลิตภัณฑ์ตรานมโชคชัย เพราะมองว่าการแข่งขันสูง และเลือกทำธุรกิจที่คนอื่นลอกเลียนแบบได้ยาก ทำธุรกิจในแบบเฉพาะตัว ที่ไม่ต้องแข่งขันกับใครมาก

              พี่ตี๋แสดงความเห็นด้วยบอก พวกเกษตรกรที่รีดนมวัว แล้วเอามาขายจะเห็นว่า ตอนหลังธุรกิจพวกนี้รอดยาก

               ผมคิดในใจ ไม่แปลกถ้าใครจะเห็น นมหรือแฟรน์ไชส์ Umm… mill มากกว่า ตรานมโชคชัย เพราะยี่ห้อนี้ขายให้เขาไปแล้ว ส่วน Umm… mill เป็นการเอากับมาทำใหม่เพื่อต่อเติมธุรกิจให้ครบวงจร และต้องใช้ชื่อใหม่ เพราะชื่อเก่าขายลิขสิทธ์ให้เขาไปแล้ว

                      ในหนังสือเกี่ยวกับคุณโชค ไม่ว่าจะฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ , ซีอีโอสลับร่าง , หรือโชคช่วยด้วย...ประสบการณ์ ที่ผมเคยอ่าน จะมีคำพูดประโยคหนึ่งที่คุณโชคพูดเสมอ คือคำว่า

                       คิดแบบเด็กทำแบบผู้ใหญ่

                       ซึ่งความหมายนี้จะหมายความสั้นๆ คือ วิธีคิดต้องมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการแบบเด็กๆ แต่ลงมือทำ ต้องมีการวางแผน ต้องมีระบบระเบียบอย่างผู้ใหญ่

                       ในหนังสือฟาสต์ฟู้ดธุรกิจลำดับที่12 ของ หนุ่มเมืองจันทร์ ได้เล่าถึง แนวคิดธุรกิจของคุณโชค มักเริ่มต้นจากรากฐานที่มีอยู่แล้ว เมื่อมีฟาร์มโคนมแทนที่เขาจะขยายไปสู่อุตสาหกรรมนมกลับไปขยายสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

                       ขายประสบการณ์สำหรับคนกรุงและเด็กที่โหยหาธรรมชาติ ป้อนนมวัว ทำไอศกรีมเอง

                        จะเห็นได้ว่าอย่างร้าน Umm… mill หน้าฟาร์มโชคชัยที่พวกผมจอดรถเมื่อกี้ จะมีสาธิตรีดนมวัวให้เห็นสดๆ ก่อนจะผ่านกรรมวิธีผ่านทางท่อ แล้วนำมาขายหน้าร้านให้เห็นกันสดๆ

                        ในหนังสือเล่มนี้ หนุ่มเมืองจันทร์ยังเล่าถึงในที่ห้องประชุมของฟาร์มโชคชัย ว่าคุณโชคมักบอกลูกน้องเสมอ การวิเคราะห์อะไรห้ามใช้คำว่า ผมคิดว่า...

                        ต้องเริ่มจาก ผมรู้ว่า...ก่อน

                       หนุ่มเมืองจันทร์บอกว่า การวิเคราะห์เริ่มต้นจาก ความรู้ แต่ความคิดสร้างสรรค์เริ่มต้นจากจินตนาการ

 

                        รถมุ่งตรงกลับกรุงเทพ

                        พี่ตี๋แซวพี่จิ๋มบอกจิ๋มมาเที่ยวนี้สร้างชื่อจริงๆ ด้วยการเล่นไพ่

                        แต่ละคนช่วยพูดกัน รวมทั้งตัวแกด้วย มาเที่ยวเที่ยวนี้ เป็นผู้หญิงคนเดียวนั่งเล่นไพ่อยู่จนดึก แล้วกินเหล้า เสียงดังด้วย

                        ผมบอกเหมือนที่บอกย้ำกับคนอื่นในหลายๆ ครั้ง บอก ตอนแรกพี่จิ๋มก่อนมาบอกว่าจะไม่เล่น เช็คดวงก่อนมาว่าไม่มีดวงการพนัน แต่ถึงเวลาเล่นจริง เล่นตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีขาดสักตา

                        ผมบอก ต่อไปนี้กลายเป็นแบรนด์ติดตัวไปแล้ว

                        พี่ตี๋บอก เป็นตัวคีย์แมนสำคัญที่ทำให้เที่ยวนี้สนุก (ผมคิดในใจว่าจริง ขนาดพี่ชัดกับมินท์ออกปากว่า มาเที่ยวรอบหน้าต้องเอาพี่จิ๋มมาด้วยให้ได้ ไม่นั้นพวกเขาจะไม่มา)

                        ผมบอกพี่จิ๋มมารอบนี้สร้างแบรนด์ได้แล้ว

                        ผมกลับไปคิดเรื่องคุณโชคกับฟาร์มโชคชัยอีกครั้ง เมื่อพูดเรื่องการสร้างแบรนด์ เพราะฟาร์มโชคชัยปีๆ หนึ่งตั้งงบ ใช้งบในการโฆษณาน้อยมาก ยิ่งถ้าเทียบกับอัตราส่วนบริษัทอื่นๆ แต่ฟาร์มโชคชัยและตัวคุณโชคกับเป็นที่รู้จักในสังคมอย่างกว้างขวาง

                        ก่อนจะไปเล่าถึงพี่จิ๋มกับฟาร์มโชคชัยสร้างแบรนด์ ผมกับมาเล่านิยามของคำว่า Brand ให้ฟังนิดหนึ่ง ซึ่งคุณบัณฑูร ล่ำซำประธานเจ้าหน้าบริหารธนาคารกสิกรไทยพูดไว้ว่า

                       “Brand คือ ประสบการณ์ที่ประทับอยู่ในใจลูกค้า ที่ทำให้เกิดความรู้สึกกับยี่ห้อสินค้า หรือ บริษัทนั้นๆ เป็นเรื่องที่มากกว่าชื่อและสี หรือรูปลักษณ์ใหม่ๆ มากมาย

                       ขณะที่คุณดลชัย บุณะรัตเวช ซีอีโอ เดนท์สู ยัง แอนด์ รูบแคม บอกว่า "Brand คือประสบการณ์ของผู้บริโภค จากสิ่งที่แบรนด์นำเสนอรวมไปถึงการสื่อสารอื่นๆ ทุกอย่างที่ออกจาก Brand แบรนด์คือการสะสมรวบรวมของการรับรู้ เป็นผลของความเข้าใจและความรู้สึกรวมๆ เป็นสิ่งที่สะสมมาเรื่อยๆ เป็นการรับรู้ที่ยังอยู่ในหัวสมองคน"

                       ขณะที่ขับรถกันไปก็เผลอไม่ได้ที่จะนินทาพี่คนหนึ่งซึ่งทำงานที่เดียวกัน และพี่ที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันกับพี่ตี๋กับพี่นก โดยพี่คนนี้จะรู้จักกันว่าพี่เขามีแบรนด์ โดยเขาจะมีลูกค้าหรือจะเรียกว่าสมาชิกดีเพราะไม่ได้คิดเงินหรือค่าบริการอย่างใด มีสมาชิกอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งก็จำนวนไม่น้อย

                        ที่จะทำให้ทักกันในหมู่เพื่อนฝูงว่า มีหนังของพี่เจตไหม และเป็นที่รู้กันหนังแนวอะไร

                        ช่วงนี้พี่เจตไม่ได้ส่งรูปมาให้เลยวะ (ก็จะรู้กันว่ารูปแนวอะไร)

                        เคยมีคนแซวกันถึงขนาดว่าถ้าพี่แก ไปเล่นรายการแฟนพันธุ์แท้ ซึ่งคงจะไม่ถูกจัดแฟนพันธุ์ประเภทนี้ขึ้นแน่ในเมืองไทย แกอาจเปิดรูปออกมาเห็นขนบางส่วนของร่างกายแล้วสามารถตอบได้เลยว่าเป็นขนของใคร

                        กลับมาที่พี่จิ๋มกันต่อ ผมมองพี่เจตกับการสร้างแบรนด์ที่ผ่านมาหรือพี่จิ้มสร้างแบรนด์ในครั้งนี้ มันก็มีส่วนกับการสร้างแบรนด์ของบริษัทหลายๆ แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ คือไม่ได้จากเริ่มอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากการทำสิ่งแกชอบอยู่แล้ว หรือบุคลิกที่แกเป็นอยู่แล้ว ทำให้เป็นลักษณะเฉพาะตัว และวันหนึ่งพอส่งไปยังผู้คนแล้วทำให้ผู้คนประทับใจ ก็จะเป็นสิ่งที่อยู่ในใจผู้คน ซึ่งเมื่อแกเป็นสิ่งเป็นหรือทำในสิ่งที่แกทำอยู่แล้ว ก็จะสามารถสื่อสารและรักษาแบรนด์และความรู้สึกถึงผู้คนรอบข้างได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างไม่ต้องเหนื่อยยากอะไร

                        ถ้าผมมองการสร้างแบรนด์ของคนกับการสร้างแบรนด์ของบริษัทถ้ามองไม่แตกต่างกันอย่างไร ผมก็คงพอสรุปได้ว่า การสร้างแบรนด์หรือการสร้างภาพลักษณ์ความประทับใจให้ลูกค้า บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนอะไรมากมาย และไม่บางทีก็ไม่เริ่มอะไรจากที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากสิ่งธรรมดาสามัญ ที่มีลักษณะเฉพาะตัวส่งสารออกไป

                        ไม่แปลกใจอย่างไรถ้าฟาร์มโชคชัยไม่จำเป็นต้องใช้งบอะไรมากมายเพื่อการโฆษณา แต่เน้นที่การสร้างแบรนด์ที่มีความหมายมากกว่าการโฆษณา สื่อสารออกไป

                         ผมกลับไปชวนคุยเรื่องลุงที่ปั้มน้ำมัน ที่พี่ตี๋แวะเติมขามา ผมบอกพี่ตี๋ตอนที่แกถามอยู่ได้ น่าจะบอกแกไปว่า รีบเติมน้ำมันเสียทีเถอะ เป็นคำตอบสุดท้าย

                        คนในรถหัวเราะกัน

                        พี่ตี๋บอก แกถามคำถามอย่างกลับเล่นเกมส์อะไรซักอย่าง หรือถามคำแบบเหมือนเราไปทำความผิดอะไรเอาไว้

                         ขออภัยนะครับขอวางป้ายหน้ารถนะคร้าบ..

                         ขอโทษนะครับจะขอเทรนเด็กหน่อยนะคร้าบ

                         ขอโทษนะครับจะเติมลมมั้ยครับ

                         ขออภัยนะครับจะเช็คกระจกหน้ารถมั้ยครับ

                         ขอโทษนะครับจะเติมน้ำมันชนิดมั้ยครับ

                         ขอโทษนะครับจะรับใบเสร็จมั้ยครับ

                         ขอโทษนะครับ ขอถามเป็นคำถามสุดท้ายนะครับ มีขยะในรถให้ทิ้งหรือเปล่าครับ

                         พี่ตี๋บอก เราก็รีบจะไปอยู่ด้วย ไม่รู้ถามอะไรขอแกนักหนา

                         ผมบอก แกแต่ตัวไม่เหมือนเด็กปั้มด้วยนะ ตอนแรกนึกว่ายามรักษาความปลอดภัยดูจากหมวก

                         พี่ตี๋บอก แกคงรับหลายจ็อบ ใส่เสื้อแบบวินมอเตอร์ไซด์ด้วย หรือบางทีแกอาจเป็นเจ้าของ

                         แต่ละคนหัวเราะ

                         ผมถาม ถ้ามีใครมาบริการอย่างนี้จริงดีหรือป่าว

                         พี่นกบอก คงแปลก เพราะคงไม่มีใครมากขนาดนี้หรอก

                         ผมคิดค้านกับพี่นกในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป มันอาจเป็นการสร้างแบรนด์ก็ได้     

                         

 

                         ตอนนี้ผมนั่งรถผ่านโชคชัย แต่เป็นโชคชัย 4 ลาดพร้าว หลังจากแยกกับพี่ตี๋ พี่นก พี่จิ๋ม ผมนั่งรถกลับบ้าน ผมคิดถึงประโยค คิดแบบเด็ดทำแบบผู้ใหญ่อีกครั้ง

                         ผมคิดว่า มาเที่ยวเที่ยวนี้ผมได้อะไรจากเด็กๆ หรือเปล่า

                        จากตอนเล่นแยกบอลกับน้องกอปอ หรือเล่นยิงปืนเด็กเล่นกับแมงมอสกับกอปอ หรือตอนที่พวกเด็กๆ ร้องเพลงคาราโอเกะกัน

                         ผมคิดถึงคำพูดหนึ่งของผู้บริหารไอบีเอ็ม ที่บอกว่า ถ้าเราอยากรู้ว่าโลกข้างหน้าเป็นอย่างไรต้องไปถามเด็กอายุสิบสี่สิบห้า ว่าเขามองโลกข้างหน้าอย่างไร เพราะสิบปียี่สิบปีข้างจะเป็นโลกของเขา ผู้ใหญ่อย่างเรามักมองโลกข้างหน้าด้วยเชื่อสายตาของเรามากเกินไป

                         ผมไม่ได้เห็นวิสัยทัศน์เด็กไกลขนาดนั้น

                        แต่ผมเห็นว่าเด็กมองโลกสายตากระตือรือร้นอย่างสนุกสนานและสนใจใคร่รู้เสมอ มันทำให้เช้าวันใหม่ของเด็กเป็นวันที่มหัศจรรย์ เพราะเขาอาจหวังที่จะเจอสิ่งใหม่ๆ เสมอ

                        แต่ขณะเดียวกัน เด็กๆ ก็ขาดความสุขุมรอบคอบ เยือกเย็น และระมัดระวังตัว เป็นเหตุให้โดนผมแกล้งกลับโดยง่าย หรือ วิ่งเล่นหกล้มเสมอ แต่ร้องไห้เสร็จสักพัก ก็กลับมาวิ่งเล่น หัวเราะต่อ

                       หรือผมจะมองว่าการทำอะไรด้วยความสุขุมรอบคอบ เยือกเย็น ควรเป็นหน้าที่อย่างผู้ใหญ่อย่างผม แต่การมองอะไรด้วยสายตาที่กระตือรือร้น มองทุกอย่างอย่างสนใจใคร่รู้อย่างเด็ก คือสิ่งที่ผมควรเอาแบบอย่างจากเด็ก อย่างที่คุณโชคบอก

                        คิดแบบเด็กทำอย่างผู้ใหญ่

                                                                                          -จบ-

(โคราช8เด้ง) โคราช 8 เด้ง

posted on 17 Feb 2010 10:18 by loveistime
             ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแอบแนบเอย

                       ผมจำท่อนสุดท้ายกลอนนี้ของสุนทรภู่ไม่ได้ว่าลงท้ายว่าอย่างไร ผมจำท่อนแรก เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาวกับอีกท่อน จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อยและอีกท่อนคือประโยคบรรทัดข้างบน

                       ผมจำท่อนทั้งสามนี้ได้ เพราะทั้งสามท่อนเป็นชื่อของหนังสือรวมเรื่องสั้นทดลองวิทยาศาสตร์สามเล่มของ วินทร์ เลียววาริณที่ผมเพิ่งอ่านจบไป

                       ซึ่งหนังสือทั้งสามเล่มนี้ตอนท้ายเล่มจะมีเรื่องสั้นเป็นชื่อกลอนสุนทรภู่ตามที่กล่าวไป โดยเนื้อเรื่องทั้งสามตอนจะเล่าถึงสุนทรภู่คุยกับบุคคลนอกโลกที่ชื่อดารันต์ และเล่าผูกโยงกับชีวิตเรื่องราวกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์และบทกลอน

                       เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่าใครหลายคนเวลามองท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่มองเห็นดวงดาวเกลื่อนท้องฟ้า ใครบางคนจะแอบคิดว่า จะเป็นไปได้ไหม ที่ดาวที่เราเห็นอยู่ไกลนี้จะมีสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นอยู่

                       แต่คืนนี้ผมไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น เพราะผมคิดถึงคนบนโลกนี้ พร้อมกับฮัมเพลงในใจ

                       ดึกแล้วข่มตานอนแต่หัวใจลุ่มเร้า ออกมายืนหาดาวช่วยปลอบใจ ดึกแล้ววุ่นใหญ่ใจร้อนรน ฮัม...

                       เขาคงนอนหลับอยู่ ไม่รู้ไม่สนใจ ฉันเดียวดายก็ใครคิดถึงเธอ แค่เพียงเอยความในใจบอกเธอให้รู้ไป เริ่มยังไงไม่กล้าพอ อยากขอ ฝากดวงดาวทำให้ใจเธอรู้ ว่ามีใครเฝ้าดูได้แต่คอย ได้ไหมช่วยหน่อยช่วยฉันที ช่วยบอกเธอ

                        ผมคืนถ้วยกาแฟที่พี่โต้งฝากถือไว้คืน หลังจากถ่ายรูปเสร็จ เดินกลับไปยังโต๊ะอาหารอีกครั้ง

                       พี่ตั้นถาม คืนนี้จะเอาหรือเปล่า เดี๋ยวจัดให้

                       พี่สุมองหน้าชัดชัยบอก ไม่รู้เพื่อนฉันมีเสน่ห์นะเนี้ย

                       พี่ชัดยิ้ม

                        ผมบอกพี่ตั้นว่า พี่พอจะมีอะไรช่วยเสริมหรือเปล่าละ เพราะถ้าปกติเป็นผู้หญิงเรา มันให้ความรู้สึกต้องทนุถนอมทำอะไรรุนแรงไม่ได้ แต่ถ้าเป็นชัดชัยได้ใช้ความดิบความเถื่อนแบบผู้ชาย มีแต่กลัวว่าไม่ถึงตามที่ชัดชัยต้องการ

                        คนในโต๊ะหัวเราะกัน

                        พี่สุหันมาพูดอะไรบางอย่างกับผมโดยตรง

                        ผมบอก ผมหมายถึงแทงไพ่ ถ้ามีผู้หญิงเป็นเจ้าไม่กล้าแทงเยอะ แต่ถ้าผู้ชายแทงถึงไหนถึงกัน”    

                        คนในโต๊ะหัวเราะกัน

                        นั่งไปได้ซักพัก คนในโต๊ะคะยั้นคะยอ บอกให้ผมหาวิธีให้เด็กๆ ลงจากเวทีร้องเพลงคาราโอเกะ จะได้ให้พวกเราเสียบแทนบ้าง จนในที่สุดบอก ให้ผมไปเจรจากับเด็ก บอกเดี๋ยวขอให้มินท์กับนิค ขึ้นไปร้อง

                        ผมเดินเข้าไปเจรจารอบแรกไม่ค่อยสำเร็จเท่าไร น้องเขาบอกกับผมว่า ถ้าพี่เขาจะร้องให้เขาขึ้นมาบนเวที ผมเดินกลับจะไปตามสองคนมา พอดีเพื่อนของพี่หมิงซึ่งเป็นพ่อของเด็กๆ เดินออกมาด้วย เลยช่วยจัดการให้ ใครในโต๊ะพูดว่า ปฏิวัติรอบแรกไม่สำเร็จ ต้องให้ผู้มีบารมีนอก... จัดการให้

                        แต่เด็กๆ ก็ยังจะร้องต่อ แต่เป็นเพลงสุดท้ายก่อนย้ายเข้าไปเล่นต่อข้างในบ้าน

                        ในที่สุดก็ปฏิวัติสำเร็จ กลุ่มพวกเราน่าจะจัดได้ว่ารุ่นกลางก็ได้ขยับเปลี่ยนไปร้องเพลงบ้าง

                        ร้องเพลงสลับกันไปมา พี่หมิงเดินมาขอร้องเพลงบ้าง พอพี่หมิงเริ่มร้องก็เรียกเสียงตบมือกันเกลียวเพราะจะหาโอกาสที่ไหนได้ที่หมิงจะมาร้องเพลงให้ฟัง พิ่หมิงเลือกเพลงที่ร้อง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าร้องให้ใคร เพลงที่ร้องเป็นเพลงของ กบ ทรงสิทธ์เพลงมันร้องประมาณว่า

                        รักของเรายังใหม่ยังไม่เก่าเลย เหมือนวันวานที่เคยเป็นอย่างนั้น แม้จะเคยบอกไปว่ารักเธอ บอกเธออยู่ทุกวัน ก็ยังเป็นคำดีๆ จากในใจ  จะนานเพียงไหน...

                        พี่หมิงร้องเพลงนี้จบ ผมก็บอกให้นิคเลือกเพลง ‘Home’ อีกเพลงขึ้นมาเพราะจำได้ว่าหมิงชอบเพลงนี้ โดยเพลงนี้ผมจะร้องประสานด้วย โดยผมคิดถึงภาพของคุณเศรษฐา ศิริฉายา ร้องคู่กับคุณธีร์ ไชยเดช

                        ดอกไม้ประตูแจกันดินทรายต้นไม้ใหญ่ แก้วน้ำจานชามบันได โคมไฟที่สวยงาม ดอกรั้วระรินทางเดิน ต้นหญ้าอยู่ในกระถาง บ้านนี้จะมีความงามได้ถ้ามีเธอ เพราะว่าเธอคือบ้าน...

                        เพลงนี้เป็นเพลงเพลงหนึ่งที่ผมจินตนาการว่าจะร้องและเล่นกีตาร์ให้ภรรยาในอนาคต ถ้ามี (เน้นย้ำอีกทีในวงเล็บ ถ้ามีนะ)

                        พี่หมิงร้องเพลงเสร็จก็เดินไปที่โต๊ะอาหาร และชวนให้พวกที่ยังอยู่ ให้เข้าไปในบ้าน โดยเน้นย้ำคำที่เข้าใจความหมายกันดี สองครั้ง เดี๋ยวพี่เป็นเจ้าเอง

 

 

 

                       ที่โต๊ะอาหารที่ถูกเนรมิตให้เป็นบ่อนการพนันชั่วคราว

                       เล่นผ่านไปไม่ได้กี่ตา ขณะที่ผมเล่นอยู่ ผมก็จะขอไปเข้าห้องน้ำ เจอพี่ตั้นผลักไว้ ให้นั่งลง บอกเดี๋ยวลุกไปฉี่เล่นได้อยู่ เดี๋ยวเสียหรอก ผมนั่งเล่นอยู่อีกสองตาก็ต้องรีบลุกไปเข้าห้องน้ำ เพราะคราวนี้ไม่ไหวแล้ว ไม่ฟังคำทัดทานพี่ตั้นแล้ว พี่ตั้นแซวบอก เล่นทั้งคืน ได้กำไรไม่กี่บาท แต่ไม่คุ้มกับที่เป็นนิ่ว

                       กลับมาเล่นต่อ ผมพยายามทำตัวให้อารมณ์ดีที่สุด พยายามจะแซวนู้นแซวนี่ เพราะเคยได้ยินเรื่องที่ว่าคนชนะในวงไพ่มักเป็นคนที่คุยเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ แต่คนที่เล่นเสียจะเป็นคนที่บอกให้หุบปาก และบอกให้รีบแจกไวๆ หรือ รีบกลับเล่นเร็วๆ เถอะ 

                       เล่นไปเรื่อยๆ  เวลาผ่านไปไวเหมือนตอ.... นาฬิกาเดินทางมาถึงตีสอง ผู้เล่นและผู้ชมที่เคยหนาแน่นเมื่อต้นเกมเริ่มหาย ผมกำลังคิดว่า อาจจะนั่งเล่นอีกไม่กี่ตาแล้วจะขอตัวเข้านอนตามคนอื่นก่อนหน้านี้ไป โดยคิดว่าจะเอาเงินกำไรที่ได้ทั้งหมดคืนพี่หมิง เพื่อแสดงน้ำใจ แต่เล่นไปเล่นมาพอครบกำหนดตาที่ตั้งใจจะเลิกเล่นกลับเสีย  เลยนั่งเล่นต่อ

                       เล่นไปได้สักพักมีการเปลี่ยนตัวเจ้ามือ เมื่อพี่หมิงขอเข้าห้องน้ำ พี่จิ๋มกับพี่ชัดสลับกันเป็นเจ้า โดยเพื่อนพี่หมิงขอตัวเข้านอนก่อนอีกคน เหลือผม พี่จิ๋ม พี่ชัด นิค และพี่โต้ง คนที่รับอาสายืนตัดไพ่ (ขณะเล่นก็ยืนเล่นไพ่ทั้งคืน ไม่ได้นั่ง) เพราะเมื่อทำอย่างนี้ทำให้คนในวง ซึ่งน่าจะหมายถึงตัวพี่จิ๋มกับตัวพี่โต้งเองเล่นได้

                       พี่หมิงกลับออกมาเป็นเจ้าอีกครั้ง เล่นไปจนถึงตีสาม ขณะที่นั่งเล่นไปเรื่อย ก็ผลัดกันแซวตัวเองและพวกที่เล่นด้วยกัน ว่าอาจจะเล่นถึงเช้า เล่นเสร็จเข้าครัวทำข้ามต้มมื้อเช้าเลย

                       ผมบอก ไม่ใช่พอพวกเขาตื่นขึ้นมาแล้วยังเห็นพวกเราเล่นอยู่เลย โดยเฉพาะพี่หน่อยตื่นแต่เช้าด้วยเผลอๆ ตีห้าแกก็ตื่นแล้ว

                      ในที่สุดก็เลยตี 3 มาได้หน่อยหนึ่งต้องมีการกำหนดว่าจะเล่นอีกกี่ตาเพื่อจะเลิกเล่น เพราะจะได้เข้านอนกันบ้าง (มาถึงตรงนี้คนอื่นเล่นเสร็จเข้านอนได้เลย แต่ผมซิยังไม่ได้อาบน้ำ) ตาท้ายๆ แต่ละคนก็แทงกันเยอะขึ้น เพราะอาจหมายถึงการทิ้งทวนการเล่นไผ่ครั้งนี้แล้ว โดยไม่คิดว่าตอนเช้าขึ้นมาจะเล่นกันอีก

                      ในที่สุดก็เล่นกันจบ ตีสามกว่า (แล้วพรุ่งนี้จะตื่นกี่โมง ผมคิด)

 

 

 

                       เจ็ดโมงเช้า ตื่นขึ้นมาพร้อมกับพี่หน่อย พี่ตี๋ ผมเดินออกมาข้างนอกห้องนอน ใครหลายคนก็เริ่มตื่น แล้วมักไม่ใช่ขาไพ่เมื่อวานที่นั่งเล่นด้วยกันจนดึกดื่น  

                       นั่งคุยกับพี่หน่อยพี่ตี๋ในห้องสักพัก ผมก็เดินออกมากินข้าวต้มที่แม่ครัวแม่จัดไว้ให้ ตามห้องอื่นที่ออกมากินกันแล้ว ผมนั่งคุยกับพี่ตั้น และคนนู้นคนนี้ถึงเรื่องเล่นไพ่เมื่อคืน

                       พี่ตั้นพูดถึงเรื่องเมื่อคืนที่ว่าเห็นผมนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวอยู่ดีๆ ก่อนจะลุกไปแย่งไมค์ติงร้องเพลง ก่อนจะเดินหายไป ก่อนกลับมาพร้อมโอวัลติน

                        ผมบอก ก็ตอนร้องเพลงเริ่มได้ยินเสียงดนตรี กับเห็นเนื้อเพลงเริ่มไปไม่ตามกันแล้ว เลยรู้ว่าเมา ต้องรีบไปฉี่บ่อยๆ เพื่อเอาแอลกอฮอล์ออก และกินโอวัลตินแทน เพราะเมื่อคืนกินกุ้งจิ้มกับน้ำจิ้มไป เผ็ด จะหาน้ำอะไรกินก็ไม่ ก็กินสปายที่เปิดอยู่ใกล้ๆ ที่ตอนแรกว่าจะค่อยกินไป กลายเอามากินแก้เผ็ดไปแทน กลายเป็นยิ่งเผ็ด ยิ่งเมา

                       พี่ตั้นหัวเราะ

                       กินข้าวเสร็จ ก็เดินดูบรรยากาศรอบๆ รีสอร์ท แล้วก็กลับเข้าอาบน้ำ นั่งคุยกับพี่ตี๋ พี่หน่อย และติงที่นั่งเล่นอยู่ในห้องได้สักพัก ก็ออกมาข้างนอก พวกพี่หน่อยจะไปชมสวนทานตะวัน

                       ช่วงที่พี่หน่อยออกไปชมสวน วงไพ่เมื่อคืนก็ถูกเปิดอีกครั้ง โดยพี่ตั้นบอกกับผมว่า อะไรก็ไม่รู้ กูยังกินข้างไม่เสร็จ ชัดชัยก็มาปูผ้า ไล่กูบอกจะเล่นไพ่

                       เล่นรอบนี้มีสมาชิกใหม่คือมี่ กับพี่ตี๋มาเพิ่ม หลังจากกลับจากชมสวนทานตะวัน

                       ชัดชัยบอก ขากลับไม่ต้องแวะเที่ยวกันแวะกินข้าวกันที่ไหนแล้วเล่นจนบ่ายจนเย็น แล้วขับรถตรงกลับกรุงเทพฯ เลย

                       เล่นรอบเช้าเจ้าเริ่มต้นมาดี ผมขาดทุนจากเมื่อคืนที่กำไรอยู่ร้อยห้าสิบ กลับมาขาดทุนสามร้อยบาท เห็นพี่จิ๋มเริ่มบ่นขาดทุน ผมรีบหาวิธีแก้เคล็ดให้พี่จิ้ม ด้วยการไปหยิบขวดเหล้ามาวางข้างๆ แก เพราะเมื่อคืนพี่จิ้มเล่นได้เยอะ เพราะมีแก้วเหล้าวางไว้ข้างๆ (เล่นไปด้วย กินไปด้วย)

                        ผมเริ่มขยับตาหนึ่ง แทงด้วยจำนวนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ ผมมีความรู้สึกอย่างหนึ่งกับการเล่นการพนันก็คือ ผมว่าถ้าจะดูว่าใครคนหนึ่งเริ่มถูกผีพนันเข้าสิงเมื่อไร ก็เมื่อเขาเริ่มไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเล่น หรือ ทำอะไรอยู่ พฤติกรรมที่ดูง่ายๆ เลย เขาเริ่มที่จะยึดติดกับภาพและความรู้สึกที่เขาครั้งหนึ่งเคยชนะ เคยเล่นได้อย่างนี้แล้วเขาคิดว่าจะเล่นได้อย่างนี้อีก ทั้งที่เขาอาจจะเล่นเสียติดต่อกัน

                        ผมว่าการพนันก็เหมือนอะไรหลายอย่าง ที่มีทั้งข้อดีข้อเสียอยู่ในตัว อยู่ที่ตัวผู้เล่นจะรู้จักใช้มัน ข้อเสียไม่ต้องพูดถึง ข้อดีละ การพนันทำให้รู้จักนิสัยใจคอของคนที่เล่นด้วยอย่างแท้จริงว่าเขาเป็นคนอย่างไร จะเห็นว่าการพนันแบบนี้คือเล่นกันเองในหมู่คนรู้จัก เล่นกันไม่ได้เยอะมากจนทำให้ร่ำรวย แต่เวลาลงเล่นกับเงินเล็กๆ น้อยๆ กับไม่ยอมกัน กินกันเลี้ยงกันบางทีมากกว่านี้ เพราะบางทีคนมักมุ่งที่จะได้เอาเป็นผู้ชนะ เพราะนิสัยจริงๆ คนหรือใครก็อยากได้ชื่อว่าผู้ชนะ เป็นผู้ชนะโดยมีกำไรขาดทุนเป็นตัวบอกความสำเร็จ เหมือนชีวิตผู้คนส่วนใหญ่ที่เอา ทรัพย์สิน เงินทอง มาวัดความสำเร็จในชีวิต

                        ผมชอบประโยคหนึ่งที่พี่จิก ประภาสพูดไว้ในหนังสือ หลังตู้เย็น

                       พี่จิกบอกว่า หนังเรื่อง Hero เป็นการโชว์ภูมิปัญญาตะวันออกสู่สายตาชาวโลกได้อย่างลึกซึ้ง เขาไม่ได้มองว่าชนะราบคาบเป็นชัยชนะที่แท้จริง แต่ตะวันตกคิดเช่นนั้น เอาอย่างสงครามเวียดนาม อเมริกาแพ้ทั้งที่มีอาวุธเยอะกว่าก็แพ้ โกะหรือหมากล้อมก็เป็นภูมิปัญญาตะวันออก ให้เข้าใจว่าชัยชนะสมรภูมิมิใช่ชัยชนะสงคราม เหมือนกับพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติให้ดูเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ว่าการได้ครอบครอบพระราชวังไม่ใช่ชัยชนะของชีวิต

                        ถามว่าพระองค์มีอะไรขาดหายไปจากชีวิตบ้าง บางทีพระองค์อาจจะตอบว่า สิ่งที่เกินพะรุงพะรังหายไปหมดแล้วเหลือแต่ความ ว่างเปล่า

                        บางทีการพนันก็เอาไว้ฝึกตัวเราได้ ถ้ารู้จักใช้มันเหมือนเล่นโกะ ที่ต้องหาตรงกลาง ไม่ใช้กลางกระดาน แต่เป็นกลาง ระหว่างแพ้ ชนะ หรือเสมอ

                       แต่ในชีวิตจริงจะมีใครสักกี่คนจะฝึกเอากับการพนันได้บ้าง เพราะเมื่ออยู่เกมส์ไพ่แต่ละคนก็มุ่งหน้ามุ่งตาที่จะเอาชนะ จนบ่อยครั้งลืมถามกลับตัวเองไปว่าเรากำลังทำอะไร หรือหลอกตัวเองไปว่าฉันรู้ดีว่าฉันทำอะไรอยู่ เหมือนเกมส์ชีวิตที่เราลืมถาม ว่าอะไรคือสุขที่แท้จริง ชัยชนะที่แท้จริงของชีวิต

                       เล่นกันไปเล่นกันมา ใครคนหนึ่งทักขึ้นมาว่า ผมน่าจะได้กำไรเยอะ เมื่อดูจากเงินหน้าตัก ผมเผลอนับเงินทั้งที่ ตั้งใจว่าจะยังไม่นับ จนกว่าจะเล่นเสร็จ ตอนนี้กำไรอยู่ 900 บาท  

                       ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกหลายๆ เล่มมักมีประโยค เตือนที่ว่า อย่าเพิ่งนับเงินขณะเล่นไพ่ เพราะนั้นไม่ใช่กำไรที่แท้จริง ซึ่งประโยคนี้ผมคิดว่า เป็นประโยคที่เอาไว้ใช้สอนคนเล่นหุ้น ที่หวังกำไรส่วนต่าง (ซื้อราคาได้ถูกกว่าราคาที่จะขายออกไป) เพราะนักลงทุนประเภทนี้ส่วนใหญ่ มักจะทึกทักว่าราคาหุ้นที่สูงขึ้นไปนั้น จะเป็นกำไรที่แท้จริง เพราะตราบใดที่ยังไม่ขายหุ้น คุณอาจจะไม่ได้กำไรตามนี้ หรือกลับมาขาดทุนก็ได้

                        โรเบิร์ต เจ้าของหนังสือพ่อรวยสอนลูก มักจะชี้ให้เห็นว่าคนรวยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนที่ไม่ได้หวังแค่ส่วนต่างราคา โดยโรเบิร์ตได้แบ่งนักลงทุนเปรียบเทียบเอาไว้สองหลักใหญ่ๆ คือ นักลงทุนหวังกำไรจากส่วนต่างราคาเปรียบเทียบกับเจ้าของโรงฆ่าเนื้อ ที่หวังหาซื้อวัวมาเลี้ยง มาฆ่าแล้วนำไปขาย โรเบิร์ตบอกว่าถ้าคุณซื้อขาย ไม่ว่าคุณจะซื้อขายระยะสั้นหรือระยะยาว ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่หวังส่วนต่างราคาคุณก็จะเป็นพวกนักเก็งกำไรสำหรับเขา

                        ส่วนอีกแบบหนึ่งคือนักลงทุนที่หวังเงินปันผล โดยโรเบิร์ตเปรียบไว้กับเจ้าของฟาร์มรีดนมวัว ที่ต้องการกำไรจากการรีดนมวัวไปขาย และยังเลี้ยงวัวเพื่อขยายพันธุ์เพื่อมาขายนมวัว โดยโรเบิร์ตบอกว่านักลงทุนที่แท้จริงหรือคนรวยๆ จะเป็นนักลงทุนประเภทนี้ นักลงทุนที่รู้จักมูลค้าที่แท้จริงของกิจการ และให้ความสนใจกับสินทรัพย์ที่ให้เงินวันนี้และให้เงินปันผลได้ดี โดยมักเน้นยกตัวอย่างที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่าง อพาร์เม้นท์ให้เช่าเป็นตัวอย่าง 

                        มาถึงตาสุดท้าย ผมลงเงิน 300 บาท จากที่เล่นตาหลังๆ 200 บาท ผมคำนวณในใจว่าตาสุดท้ายจะเล่น 300 เพราะมีกำไรอยู่ 700 อย่างน้อยโดนเด้งจ่ายแค่ 600 ถ้าแย่หน่อยเจ้าออกสามเด้งก็โดน 900 แต่ถ้าตองซึ่งเล่นมาทั้งคืนเพิ่งมีออกไปครั้งเดียวก็ 1,500 ยังพอไว้

                       พี่จิ๋มแทงตาสุดท้าย 500 ส่วนพี่ชัด แทงตาสุดท้าย 500 มือหนึ่ง และฝากพี่จิ้มอีกมือ พี่โต้งแทง 200 ส่วนพี่ตี๋แทง 100 บาท

                       ก่อนที่จะแจกไพ่คำนวณอยู่คราวๆ ว่าพี่หมิงน่าจะเสียเงินอยู่ประมาณสี่พันถึงห้าพันบาท

                       ไพ่ตาสุดท้ายถูกแจกเสร็จ ผมเปิดออกด้วยอากาศเซ้ง แต่ไม่ขอไพ่เพิ่ม พี่ชัดกับพี่จิ้มก็ไม่ขอเพิ่ม มีพี่ตี๋ป๊อกแปด

                        เหลือรอลุ้นเจ้าเปิด

                        และในที่สุดเจ้าเปิดออกมา

                        เสียเฮดีใจดังขึ้นรอบวง คนที่ไม่ได้อยู่ดูการแข่งขัน สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเล่นได้เล่นเสียเพราะเห็นแสดงความดีใจหมด

                        เจ้าเปิดไพ่ออกมา ห้าโพแพง กับ สามโพแดง เจ้าออกแปดเด้งกินรอบวง ชนกับพี่ตี๋คนเดียว

                        ผมบอกกับคนอื่น บอกสังเกตสีหน้าชัดชัยกับพี่จิ๋มตอนเปิดไพ่ออกมาก่อนจะเฮกัน ดูแล้วฮาว่ะ ดูสีหน้าสองคนนี้แล้วไม่เสียใจเลยที่เสีย  

                        คือเห็นคนอื่นแย่กว่าเรา หน้าชัดชัยพี่จิ๋มเหวอมากตอนเปิดไพ่ แบบไม่แน่ใจว่าแปดเด้งจริงหรือเปล่า     

                        ผมคิดถึงเรื่องเศรษฐีคนหนึ่ง ซึ่งอ่านเจอจากในหนังสือ ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ

                       เศรษฐีคนนี้เผชิญกับวิกฤตปี 2540 จากเดิมเขามีทรัพย์สินอยู่ สี่พันห้าพันล้านบาท แต่ตอนนี้เหลือร้อยล้านบาท

                       ทำให้เครียดนอนไม่หลับ วันหนึ่งเขาคุยกับเพื่อนเศรษฐีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังแต่เพื่อนกลับหัวเราะ เขาไม่พอใจ

                       เพื่อนเขาเล่าเรื่องหนึ่งกลับ บอกว่า วันก่อนเขามีทรัพย์สิน สองหมื่นล้านบาท ตอนนี้เป็นหนี้หมื่นล้าน

                       หลังจากเพื่อนเล่าฟัง คืนนั้นเป็นคืนแรกที่เขานอนหลับ ทั้งที่ปัญหาก็ยังเหมือนเดิม ธุรกิจก็ยังแย่เหมือนเดิม เครดิตแย่เหมือนเดิม และเงินก็ไม่พอกพูดขึ้น

                       แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่เปลี่ยน นั่นไปคือ ทัศนคติ

                      

                       เก็บของออกจากที่พัก เตรียมไปกินข้าวกลางวัน ผมถามพี่จิ๋มก่อนจะขึ้นรถว่ากำไรหรือขาดทุน พี่จิ๋มบอกว่าขาดทุน ขาดทุนกำไรไปพันหนึ่ง คือได้กำไรมาแค่พันหนึ่ง จากที่เล่นทั้งคืนจนถึงเช้า ไม่นั้นได้สองพัน

                       ซึ่งแก่บ่นเสียดายตั้งแต่ขึ้นรถ จนรถขับออก

                       มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งตามห้องค้าหุ้น ป้าลูกค้าหุ้นคนหนึ่งต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะขาดทุนล้านบาท หมายถึงขาดทุนกำไร คือซื้อหุ้นแล้วพอกำไรหนึ่งล้านบาทแล้วขาย ถ้าไม่ขาย แล้วรอให้หุ้นขึ้นไปยอดสูงสุดแล้วขายแกจะได้กำไร สองล้านบาท

                       แต่อีกเรื่องหนึ่งซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่รู้ดีเช่นกัน คือ เวลาซื้อหุ้นแล้วหุ้นลงไปอย่างเดียว จนไม่คิดว่าจะขึ้นอีก บางทีรอจนลืมไปแล้ว วันหนึ่งหุ้นนั้นขึ้นมาจนถึงราคาที่เราซื้อมา แล้วเราขายหุ้นได้เท่ากับทุนที่เราซื้อมา บางทีเราก็มีความสุขแล้ว บางครั้งมีความสุขมากกว่าตอนได้กำไรด้วยซ้ำ

                      เหมือนกับคนเล่นไพ่จากขาดทุนแล้วกลับมาไม่ขาดทุน หรือ เกมกีฬาที่น่าจะแพ้แล้วกลับมาชนะ มักเข้าใจความรู้สึกนั้นดี

                      พี่โต้งบ่นกับผมว่าเล่นทั้งคืน ได้กำไรไม่กี่ร้อย

                      ถ้าถามผมว่า เล่นไพ่ครั้งนี้ได้อะไร

                      ผมว่าความสุขทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่กำไร ขาดทุนหรอก อยู่ที่ทัศนคติต่างหาก  

                       เป็นเรื่องไม่ง่าย ที่จะจัดฉากประทับใจที่ไปเที่ยวโคราชเที่ยวนี้ ให้รวมร้อยเป็นเรื่องสอดประสานเดียวกันอย่างแนบเนียน

                       เหมือนดาวค่ำคืนที่โคราช ที่กำลังแหงนหน้ามอง ดาวที่พร่างพราย กระจัดกระจายอยู่ เพราะสุดที่ความสามารถทางดาราศาสตร์อันน้อยๆ นิดนิดนิดนิดๆๆๆๆ จนถึงขั้นเรียกได้ว่าไม่มีเลย ของผมสามารถจัดได้ว่ากำลังแหงนหน้า ชะโงกคอยืนมองกลุ่มดาวหมู่ใดที่เรียงรายอยู่

                       พี่ตี๋เป็นคนแรกที่ชวนผมออกไปยืนชะโงกหน้ามองหมู่บนท้องฟ้า ก่อนจะชวนกันออกเดินห่างไกลจากตัวที่พักและโต๊ะอาหารที่สวาปามหมดไปยกแรก เดินออกไปยังศาลาริมน้ำ ซึ่งยามค่ำคืนอาจทำให้ดูไม่ออกหรอกว่า เป็นน้ำหรือพื้นดิน เพราะความมืดของยามค่ำคืน

                       พี่ตี๋ชี้นิ้วพร้อมปากชี้ชวนให้หันมองดาวอีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า ว่าดาวตรงนี้เกลื่อนกลาดมากกว่า (ผมคิดในใจ ใครบอกว่ายิ่งสูงแล้วมองเห็นดวงดาวสวยกว่าผมขอเถียง ผมนี้กำลังเดินลง)

                       พี่ตี๋อารัมภ์บทถึงทริปที่เพิ่งกลับจากขึ้นดอยที่เชียงใหม่ ว่าอุตส่าห์เอาเต้นท์ไปปักถึงยอดดอย แต่ท้องฟ้าไม่สวยเหมือนคืนนี้ ยิ่งอากาศที่นั่นกับตอนนี้เทียบกัน ต้องเอานิ้วห้านิ้วขึ้นมาชูพร้อมส่ายไปมา (ผมคิดในใจ ทำไมไม่ชวนพี่นก<แฟนแก่>มาดูดาวด้วยกันตรงนี้ กับเป็นผม อาจเป็นเรื่องของความปลอดภัยเมื่อเดินออกมาจากที่ห่างไกลผู้คน)

                       ยืนได้สักพัก ผมยังไม่ทันที่จะอารัมภ์บทกับมวลหมู่ดาวบนฟ้า พี่ตี๋ก็ชวนกลับ ก่อนแก่จะทำเรื่องประหลาดใจยิ่งกว่า เมื่อแก่เป็นคนแรกที่เข้าไปนอน หลังจากที่ตอนแรกตั้งใจแค่พักสายตา

 

                       ผมกลับไปที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง เพื่อนั่งซัดกุ้ง กับยำลูกชิ้นที่ยังเหลืออยู่+ด้วยเครื่องดื่มมึนเมา พร้อมคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ ในโต๊ะที่ยังนั่งคลอเคลีย ท่ามกลางเสียงเพลงคาราโอเกะ ของเหล่าบรรดานักร้องรุ่นเยาว์ที่พวกเรารอให้ลงจากเวที เพื่อจะได้เสียบต่อซักที ขณะที่บางคนเริ่มทยอยไปอาบน้ำอาบท่า เพื่อกลับออกมา

                       ในโต๊ะก็สลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พร้อมกับที่สลับผู้คนที่นั่งตามไปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องที่คุยก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเรื่องที่ขบกัดกันเอง โดยมีพี่หน่อยเป็นตัวชูโรง เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อย โดยเฉพาะเรื่องที่แกเพิ่งกลับจากเกาหลีมา มีรูปเอามาโชว์ให้ดูด้วย

                        มีช่วงหนึ่งเปลี่ยนหัวข้อสนทนา หลังจากพี่กบเดินกลับจากคุยโทรศัพท์ ผมอดปิดปาก ถามไม่ได้ว่าเมื่อกี้คุยกับแฟนหรือ

                        พี่กบตอบปฏิเสธ บอกว่าเพื่อนผู้หญิง

                        ผมถามอยู่ที่ทำงานใหม่ มีใครมาจีบบ้างเปล่า

                        ก็มีแกตอบ

                         ผมถาม ส่วนใหญ่เป็นใคร แล้วจีบอย่างไง 

                        พี่กบตอบ ก็บางทีจากฝ่ายอื่น เดินมาคุยบ้าง หรือไม่ก็ตามมากินข้าวกับเพื่อนๆ ที่ฝ่ายพี่

                        ผมถามคะยั้นคะยอ เหมือนที่ถามครั้งแรกตอนกลางวัน และคุยโทรศัพท์กันก่อนหน้านี้ แต่แก่ไม่ยอมตอบฟันธงแบบหมอลักษณ์ เสียที ผมถาม มีแฟนหรือยัง

                        พี่กบตอบ คุยๆ กันอยู่

                        ผมหัวเราะแล้วพูดว่า ทำไมคนส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้เขาชอบใช้คำตอบนี้(ที่หัวเราะไม่ใช่อะไร เพราะตัวเองก็เคยใช้คำตอบนี้)

                       ผมคิด ความสัมพันธ์บางอย่างทำให้เราเลือกตอบคำตอบนี้ ไม่ใช่เพราะเราอยากตอบคำตอบนี้หรอก แต่เพราะความสัมพันธ์บางแบบ คำตอบแบบนี้ ดูปลอดภัยที่สุด เพราะความสัมพันธ์ชายหนุ่มหญิงสาวสมัยนี้ ใครกล้ายืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะยืนยาวไปถึงไหน หรืออาจจะสั้นเท่าไหร่ไม่รู้  หาคำตอบกว้างๆ ครุ่นๆเครือๆ ดีที่สุด  

 

                       ก่อนจะเล่าถลำลึกลงไปกว่านี้ ผมขอกลับมาย้อนเล่าเรื่องการเที่ยวครั้งนี้ ก่อนจะโผล่มาโต๊ะอาหารที่รีสอร์ต์แห่งนี้

                       เรื่องมันเริ่มจากกาลครั้งหนึ่งไม่นานมากนัก เมื่อกรกฎาคมปีที่แล้วเราเคยจัดทริปเที่ยวกันอย่างนี้แล้ว ตอนนั้นไปปราณบุรี และครั้งนี้ควรทิ้งเวลาไม่นานมากนัก เลยจัดไปเที่ยวโคราชอีก

                       เช้าวันนี้เริ่มจากรถใครรถมัน จัดกันไว้อย่างไรว่าใครคนไหนขึ้นรถคันไหน ก็ไปขึ้นตามนั้น แล้วมาเจอกันอีกที ที่โลตัสตรงสระบุรี ตอนสิบโมงเช้า

                        ผม พี่จิ้ม พี่นก พี่ตี๋ นัดกันแปดโมงเช้า ที่คอนโดพี่นก จะใช้รถของพี่ตี๋ในการเดินทางครั้งนี้

                        ผมเคยมีประสบการณ์ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดกันหลายคันหลายครั้งแล้ว อย่างเมื่อคราวที่แล้วครั้งนั้นผมเป็นคนขับเอง จำได้ตื่นแต่ก่อนหกโมงเช้า ต้องตระเวนรับคนตามจุดต่างๆ ก่อนจะออกจากกรุงเทพไปเจอกันจุดนัด โดยทั้งที่คืนก่อนหน้านั้นผมไม่ค่อยได้หลับได้นอน แต่ต้องขับรถทางไกล ไหนไปเที่ยวคืนนั้น

จะนั่งเล่นไพ่อยู่จนดึกจนดื่น แล้วตื่นแต่เช้าอีก แล้วที่สำคัญขับรถวันนั้นเจอทุกรูปแบบไหนจะขับรถหลง ไหนจะพายุลงระหว่างขับรถเข้าที่พัก

                        คราวที่แล้วจำได้ดีเลยตอนขากลับหลังจากกลับมากินร้านส้มตำแถวหน้าบ้านน้องพลอย (จริงๆ ก็เป็นแถวหน้าบ้านพ่อผมด้วยแหละ) ก่อนเข้าไปส่งน้องพลอย แล้วตามด้วยตระเวนส่งติง ส่งมินท์ ส่งน้อยเสร็จ ขากลับด้วยความที่เหนื่อยมาก แล้วเริ่มดึกมองอะไรไม่ชัดทำให้ผมขับรถด้วยความไวไม่เกินสามสิบสี่สิบ

                        คืนนั้นอยู่ดีๆ เจอมอเตอร์ไซด์ที่ขับอยู่ด้านข้างๆ ทางด้านหน้าเกิดล้มลง คนนั่งกระเด็นเข้ามาทางข้างหน้ารถผม โชคดีที่ขับช้าจึงเบรกทัน ทั้งที่ถ้าขับโดยปกติ คงมีได้ขับรถชนไปแล้ว แต่นี่เพราะความเหนื่อย

                       อย่างนั้นให้พี่ตี๋นอนพักผ่อนเยอะๆ ในฐานะคนขับถือว่าดีแล้ว

                       รถคันผมเริ่มออกก็ประมาณเลยแปดโมงครึ่งมาหน่อยหนึ่ง พี่นกเล่าให้ฟังว่าพี่หน่อยโทรมาตั้งแต่หกโมงเช้าว่าตื่นหรือยัง

                       พอขึ้นรถออกตัวได้ ผมทยอยโทรถามคันต่างๆ ว่าอยู่ถึงไหน โทรหาพี่ชัดเล่นเอาตกใจ พี่ชัด บอกจะถึงวังน้อยอยู่แล้ว อีกยี่สิบนาทีถึง

                       ผมบอกคนในรถ ไม่รู้จริงหรือเปล่า แต่มีความเป็นไปได้เพราะแกออกก่อนเตรียมเผื่อหลง (ผมเคยมีประสบการณ์ไปเที่ยวกันอย่างนี้แหละ ตอนนั้นรถสามคัน ผมนั่งคันชัดชัยขับ ออกจากกรุงเทพเย็นวันศุกร์เพื่อจะไปหัวหิน ลองคิดภาพการจราจรกรุงเทพฯ เย็นวันศุกร์ กว่าไปถึงหัวหินก็ดึกแล้ว แต่ที่สนุกสุดก็คือไปหลงอยู่ตั้งนานกว่าจะหาที่พักได้ เหมือนไปแรลลี่หาป้ายเอ็มซีอย่างนั้น ซึ่งตอนหลังจากที่เราเป็นคันตามตลอดตอนแรกและหลงตลอด กลับหาที่พักได้ก่อน หลังจากผมต้องขอแผนที่มาดูเอง แล้วกำหนดแผนการใหม่ แล้วค่อยถามคนข้างทางเรื่อยๆ จนเห็นป้ายโรงแรม ไม่อย่างนั้นคงขับวนอยู่แถวนั้นจนถึงเที่ยงคืนแหละ เพราะตอนนั้นก็ปาห้าทุ่มกว่าแล้ว)

                       ผมโทรหาพี่ไผ่คันที่พี่ตั้นขับ พี่ไผ่ก็บอกว่าอยู่ไม่ไกลกับพี่ชัดชัยมาก

                       ผมโทรหามินท์คันพี่หน่อย บอกถึงรังสิตแล้ว

                       มีพี่มิงค์โทรหาพี่นก บอกว่าเพิ่งออกเหมือนกัน  

                       พี่ตี๋บอกขณะผมไล่โทรถามคันอื่น บอกว่าถ้าเขาถามกลับว่าเราถึงไหน ให้ตอบว่าอยู่แถววงแหวนแล้ว พี่ตี๋บอกว่าเวลาบอกว่าถึงวงแหวน คนอื่นฟังเขาจะรู้สึกว่าใกล้แล้ว แต่ถ้าเขาคิดดูดีๆ เขาจะคิดว่าวงแหวนไหนของมึงว่ะ แต่ไม่ว่าอย่างไง ให้ตอบวงแหวนไว้ก่อน คนฟังเขาจะงงแล้วคิดว่าอีกไม่นานไปถึงเอง

                       ขับรถไปเรื่อยๆ โทรถามพี่ชัดอีกทีก็ถึงที่นัดกันแล้ว ทั้งที่เลยเก้าโมงมาหน่อยหนึ่ง พี่ตั้นก็ถึงแล้ว โทรถามพี่หน่อยก็กำลังจะถึง    

                       พี่นกนินทาพี่หน่อย บอกแก่เดี๋ยวนี้เป็นอะไรไม่รู้ ขับรถเร็วมาก ดูจากไปเที่ยวรอบที่แล้วด้วยกัน จากเมื่อก่อนขับรถช้ามากขนาดแซวว่าจักรยานขับแซง

                       พี่ตี๋บอกว่าคันพี่หน่อย คนที่ไปมีแต่คน Alert กันทั้งนั้น มินท์อย่างนี้ แอนอย่างนี้ เขาจัดการเตรียมแป๊ปๆ ออก

                       ผมบอกสงสัยพี่หน่อยตื่นตั้งแต่ตีสามหรือเปล่า เพราะต้องไปรับพี่กบก่อน ตอนที่โทรหาพี่นกตอนเช้าคือจะออกจากกรุงเทพแล้วไง

                       แต่ละคนหัวเราะ  

                       ผมบอก ไม่ได้กดดันพี่ตี๋นะ ผมว่าพี่ตบออกขวา แล้วแซง เหยียบ 200 ตรงเลย

                      พี่ตี๋บอก ไม่ต้องกดดันหรอก กูบินกูบินไปแล้ว

                      แต่ละคนหัวเราะ

                      นั่งกันในรถ พี่ตี๋บอกเดี๋ยวไปเจอพวกเขาที่นั่นต้องหาคำแก้ตัวว่ามาสาย พี่ตี๋บอกที่ช้า เพราะไอ้นกก็ตื่นสาย ไอ้ไอซ์อ้วกตลอดทาง พี่จิ้มก็ท้องเสีย

                       พี่นกบอกไม่ต้องเลย ไม่เห็นบอกเลยว่าตัวเองตื่นสาย ออกมาช้า

                       ผมบอก ถ้าบอกพี่นกช้าเนี่ยผมว่าทุกคนเชื่ออยู่แล้ว เพราะเป็นแบรนด์ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว พูดคำเดียวสั้นๆ ทุกคนเข้าใจหมด

                      แต่ละคนหัวเราะ

                      พี่นกบอกว่าเดี๋ยวนี้ที่ทำงานใหม่ไปไวแล้ว

                      ขับรถมาถึงอยุธยา สายโทรศัพท์จากพี่มิงค์โทรมาบอกว่าถึงที่นัดกันแล้ว พี่มิงค์บอกว่า จะขอออกตัวก่อนเลย แล้วค่อยตามไปเจอกัน (ความหมายให้เราคันสุดท้าย พวกมาสายตามไปอีกที)

                       พอในที่สุดเราถึงที่เขานัดหมาย ผมกดโทรศัพท์อีก ถามพี่มิงค์ว่าอยู่ถึงไหน แล้วจะให้เราเอาอย่างไร พี่มิงค์กับรถคันอื่นกำลังจะขับเข้าที่พัก เพื่อไปเก็บของก่อน ผมเลยบอกว่าคันผมจะไม่ตามไป ขอไปรอแถวร้านอาหารตามกำหนดการที่นัดไว้เลยจะได้ไม่เสียเวลา

                       พี่มิงค์เลยบอกให้ไปรอแถวเขาใหญ่ก่อน ซึ่งเราก็ไปตามนั้นจริง

                       ระหว่างทางแวะปั้มน้ำมัน เป็นครั้งแรกสัมผัสบรรยากาศที่โคราช ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอากาศที่นี่ ขณะนี้กำลังเย็นดีเลย แต่ละคนเตรียมเสื้อหนาวมาใส่ ขณะผมไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย พี่ตี๋ขู่ผมบอกคืนนี้หนาวแน่ ผมบอกไม่กลัวคืนนี้ผมจะถอดเสื้อนอนให้ดูเลย ผมบอกถ้ารู้วิธีหายใจให้ถูกต้องก็จะไม่หนาวเกินไป

                       พี่นกพี่จิ้มแวะกินกาแฟ พอกินเสร็จ ขึ้นมาที่รถพี่นกกับพี่จิ้มก็คุยกันว่า วิถีชีวิตของคนขายกาแฟก็ดี คือเขาก็ทำไปที่บ้านของเขา พอคนมาซื้อก็ออกมาขาย พอไม่มีก็กลับไปนอนเล่นกับสุนัขของเขาแล้วดูทีวี ชีวิตดูมีความสุขดี พอเพียงดี (ผมคิดในใจ ผิดกับชีวิตของผม ที่มักกังวลที่จะต้องเพิ่มส่วนเกินเข้ามา แล้วก็เอาส่วนเกินนั้นมาอวด มาโชว์กัน)

                       ในที่สุดเราก็มาถึง ร้านอาหารบ้านรมควันก่อน ขณะที่พวกเขายังอยู่ที่พัก ที่ปากช่อง พวกเราตัดสินใจที่จะนั่งรถชมบริเวณรอบๆ ก่อน

                       ซึ่งยังเที่ยวชมไปได้ไม่ไกลมากนัก จากตอนแรกจะแวะเข้าไปชมโบนาซ่า เสียงโทรศัพท์พี่มิงค์ก็ตามให้ไปที่ร้านอาหารก่อน ร้านอาหารพี่ตี๋บอกว่าไม่ขอไปกินได้หรือเปล่า เดี๋ยวพี่หายใจไม่ออก

                       พวกเราหัวเราะกัน

                       มาถึงร้านอาหารบ้านรมควันได้สักพัก รถพี่มิงค์ พี่ตั้น พี่ชัด พี่หน่อยก็ตามมา พอลงจากรถลูกพี่มิงค์ ชื่อแมงมอสก็วิ่งมาหา ถามว่ารถพี่ไอซ์อยู่ไหน ไม่เห็นเลย ผมชี้รถไปคันที่หรูที่จอดอยู่ต้องนั้น (ผมคิดในใจ ขณะเด็กยังอวดเลย ไม่ไหว)

                        พี่หน่อยลงมาบอกจะเตะผม บอกไม่เห็นยกมือไหว้สวัสดีแกเลย (ผมคิดในใจ ก็ไม่เห็นนี่) แต่มือก็ยกไหว้สวัสดีแกตั้งแต่ตอนนั้น ก่อนจะกอดแกซักที

                        เนื่องจากจำนวนคนโต๊ะที่นั่งไม่พอ ต้องนั่งแยกกัน อาหารที่สั่งมาก็พวกสเต็ก เพราะมากินร้านอาหารสเต็ก คงไม่มีใครสั่งต้มยำกุ้ง ไข่เจียวอะไรอย่างนี้ ผมพยายามเลือกสั่งเมนูแปลกๆ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งกินสเต็กทั้งที่สามย่าน ทั้งที่ Sizzler มา แล้วเห็นโปรแกรมพรุ่งนี้ขากลับมีแวะกินร้านอาหารที่ฟาร์มโชคชัยอีก เลยสั่งเป็นสเต็กคอหมูย่างจิ้มแจ๋วมา

                        กินอาหารกันเสร็จ ออกมาถ่ายรูปกันหน้าร้าน พี่ตั้นเดินมาแซวชัดชัยกับผม บอกชัดชัยโลภมากสั่งตั้งแต่แรกเลยคนเดียวสองจาน ผมบอกกลับพี่ตั้น ไม่รู้นะ ตอนแรกผมสั่งอย่างเดียว แต่ได้กินหมดเลย ทั้งหมู เนื้อ ไก่ ปลา ไส้กรอก โต๊ะผมเขาสั่งอะไรมาตอนหลัง เหมากินหมดเลย

                       พี่ตั้นหัวเราะ

                       ถ่ายรูปกันเสร็จ เตรียมตัวไป ทรีโอต่อ คืนนี้จะมีแสดงคอนเสิร์ตของวง ETC ตอนทุ่มหนึ่ง แต่คงไม่ได้แวะกลับมา ไปถึงทรีโอ ข้างหน้าจะมีที่จอดรถ แล้วก็ลานเบียร์ที่เขาจะจัดคอนเสิร์ตกันคืนนี้ ที่นี้ก็เหมือนแหล่งท่องเที่ยวที่อื่นที่สร้างขึ้นมา ให้เป็นแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร โดยเน้นรูปแบบการก่อสร้างของตัวตึกตัวอาคารให้มีรูปลักษณ์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวหน่อย

                       ออกจากทรีโอ ก็ไปต่อ สถานที่สำหรับการ Adventure ซึ่งพอมาถึงสถานที่แล้วได้แวะแค่ชมยังเครื่องเล่นแต่ละชิ้น โดยจะมีเครื่องเล่นสองชิ้นที่ขึ้นไปเล่นแล้วน่าจะน่ากลัวมาก เครื่องเล่นหนึ่งเหวี่ยงจากที่สูงออกด้านข้าง กับอีกอันเหวี่ยงจากที่สูงทุ่มลงพื้นดินในแนวดิ่ง 

                      จริงๆ ใจหนึ่งก็กลัวใจหนึ่งก็อยากเล่น โดยเฉพาะพี่จิ้มเชียร์บอกว่า ถ้าขึ้นไปเล่นแล้วจะได้มีประสบการณ์มาเขียนเล่าได้ และตอนแรกพี่มิงค์บอกจะออกตังค์ให้ถ้าใครอยากเล่น แต่เมื่อถามราคาแล้วตกคนละหกร้อยกว่าบาทเลยต้องถอยกันหมด

                       ผมบอก ไอ้เสียวนี่ไม่เท่าไหร่นะ เล่นแป๊ปเดียว เลิกเล่นก็หายเสียว แต่เสียดายเงินนี่ เสียดายจนถึงกลับบ้านเลย

                      ออกจาก Adventure ไปชมสวนดอกไม้สวนองุ่น นั่งรถทำเลียนแบบรถไฟ นั่งชมสวนองุ่น อากาศขณะนั่งกำลังดี แวะชมสวนดอกไม้รอบๆ ด้วย ทุกอย่างถือว่าใช้ได้ โดยเฉพาะบรรยากาศ

                      ออกจากสวนองุ่นไป ชมสวนดอกไม้ที่รีสอร์ตภูพิมาย ที่อยู่ใกล้ๆ กัน พี่ขวัญภรรยาพี่มิงค์พูด ขึ้นมาหลายรอบว่าสวนดอกไม้ที่นี่ไม่สวยเหมือนกับที่เคยมา อาจเป็นเพราะขาดคนดูแล หรือเปลี่ยนเจ้าของใหม่

                      ออกจากสวนดอกไม้ก็ไป Outlet กันต่อ Outlet ที่นี่ผมก็ว่าเหมือนกับทั่วโลก คือวางอยู่แหล่งท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด เอาสินค้ารุ่นเก่าๆ มาขาย และตั้งราคาว่าลดเยอะ แต่ถ้าไปดูเทียบกับกรุงเทพไม่ได้ถูกกว่ากันเท่าไหร่

                       กลับจาก Outlet ก็กลับที่พัก มีการสลับตัวโดยมี่จะไปนั่งรถพี่หน่อย แล้วให้มินท์ไปนั่งรถพี่ชัดเพื่อไปแวะซื้อของที่โลตัสก่อน

                       ขณะที่ขับรถไปคันที่ผมนั่งตามรถคันที่พี่หน่อยขับ แต่ละคนอดแปลกใจไม่ได้ว่าอยู่ดีๆ พี่หน่อยขับรถช้ามาก ขับรถชิดซ้ายไม่ยอมออกถนนใหญ่ ขับตามรถบรรทุกกันซะอย่างนั้น

                       พี่นกบอกว่า เป็นเพราะเอามี่ไปนั่งแทนมินท์ คนสวยนั่งไม่ได้ แก่เลยขับช้า

                       พี่ตี๋บอกว่าให้โทรไปบอกแก่ ว่าถ้าแก่ขับแค่นี้ ลงไปเข็นเลยดีกว่า

                       ผมบอกเดี๋ยวโทรไปแซวให้ ก่อนจะโทรไปแซงจริงๆ

                       ก่อนพี่จิ้มจะบอก แก่หันหลังขับรถหรือเปล่า คือมัวหันมาคุยกลับมี่ถึงขับช้า

                       ในที่สุดก็ถึงที่พัก

 

 

 

                       กลับมาที่โต๊ะอาหารยามค่ำคืน ผมมองเห็นโคมไฟที่จุด ถูกลอยฟ้าออกมาเป็นเรื่อยๆ ผมเรียกสมาชิกเดินไปดู ใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า น่าจะถูกปล่อยมาจากที่โบนันซ่า

                       แต่ละคนออกมายืนดูสักพัก พร้อมกับมองดาวบนท้องฟ้า สักพักผมเห็นพี่โต้งสนใจเก็บภาพดาวบนท้องฟ้า กับ โคมไฟลอยฟ้า ผมเลยชวนแกกับนิค ไปยังจุดที่ผมไปกับพี่ตี๋มาตอนแรกเพื่อถ่ายภาพ

                       ถึงเราสามคนจะเดินลงไปไม่ถึงยังจุดที่ผมกับพี่ตี๋ลงไปครั้งแรก แต่ก็ไม่ต่างกันมาก ผมเพิ่งรู้สึกอะไรครั้งแรก ผมรู้สึกว่าบางทีความมืดรอบตัวเรายิ่งมืดขึ้นเท่าไหร่ยิ่งทำให้ท้องฟ้าที่มีดาวดูสวยขึ้นเท่านั้น 

                       ผมเงยหน้า พร้อมกับชี้ไปยังจุดที่ดวงดาวดูสุดสวย ผมคิดถึงเพลงเพลงหนึ่งพร้อมกับฮัมเพลงนั้นในใจ ก่อนจะคิดถึงกลอนบทหนึ่ง

                       เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว  จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย

 

                      โปรดติดตามตอนต่อไป โคราช8เด้ง ตอน โคราช 8 เด้ง